Login | Register
Forgot your password?

A password will be emailed to you.

Our Rating
Your Rating

เสือร้องไห้

เสือร้องไห้ : จิตวิญญาณพลัดถิ่น ที่เดินทางมาเยียวยาในเมืองสวรรค์ เพื่อจะค้นพบเพียงหยาดน้ำตา 
เขียนโดย Real Obelisk      
พฤหัสบดี, 21 กรกฎาคม 2005

เป็นหนังที่ตั้งชื่อตัวเองว่า เรียลลิตี้ ฟิล์ม แต่ “เสือร้องไห้” ไม่มีอะไรแปลกใหม่ไปกว่าสารคดี “คน ค้น ฅน” ไม่มีอะไรที่เกินจะคาดเดาเรื่องราวต่อไม่ได้

เพราะเป็นสิ่งที่เรา ๆ รับรู้กันดีอยู่ว่ามันมีเสือร้องไห้หลายตัว ในสังคมเมืองกรุง มีลูกอีสาน มีคนผู้ละทิ้งถิ่นเกิด เอาจอบเสียมที่ขุดไร่พลิกดิน มาขุดคุ้ยหาโอกาสในเมืองหลวงมากมาย ประเด็นเรื่องนี้จึงไม่ได้น่าตื่นตระหนกตกใจ แต่บางทีเราน่าจะได้ตระหนักคิดกับภาวะการณ์ร่ำร้องไห้ครั้งนี้

ในขณะที่คนที่มีโอกาสทางฐานะเกื้อหนุนเป็นทุนชีวิตให้สุขสบายแล้ว มักจะมองหาสิ่งที่เรียกขานว่า “ความฝัน” ถามตอบกับตัวเองว่า “อะไรคือเป้าหมายสูงสุดของชีวิต” ปัจเจกบุคคลรุ่นใหม่ล้วนเน้นให้ความสำคัญกับ “ความเป็นตัวของตัวเอง”, “ชีวิตอิสระ ไร้กรอบ ไร้กฏเกณฑ์” บ้างมีสิ่งที่แสวงหาโดยอุดมการณ์คือ “การสร้างสรรค์สิ่งที่มีประโยชน์ต่อผู้อื่น ต่อสังคม” และมากมายก้อนความฝันของผู้คนที่ลอยล่องในห้วงความคิด เมื่อกิจกรรมชีวิตมันพ้นเลยเส้นขีดแบ่งจากการหาอะไรยัดใส่กระเพาะ นัยว่าพอท้องมันไม่เดือดร้อน ชีวิตมันไม่ขัดสน คำว่า “ความฝัน” มันจะมีบทบาทต่อการใช้ชีวิตที่สุด เป็นตัวกำหนดบรรทัดฐานของตนเองว่า กิจวัตรประจำวันต้องเป็นไปอย่างไร

คนที่เข้ามาอาศัยแบ่งพื้นที่หายใจในเขตกรุงเทพมหานคร เดินทางหลั่งไหลมาจากทุกภาค ทุกจังหวัดของประเทศ ด้วยเพราะประเทศไทยคือกรุงเทพ มหานครแห่งทวยเทพเทวดา มีพรทิพย์ประทานให้ อยากเป็นอยู่สูงส่งอย่างเทวดา ก็เลยเข้ามา ขอทำอะไรก็ได้ให้มี “เงิน” ให้ “รวย” ให้พ่อแม่ที่ต่างจังหวัดได้ “มีหน้ามีตา” ซึ่งครั้งหนึ่งสังคมทางภาคเหนือมีลูกสาวจำนวนมากทดแทนบุญคุณความกตัญญูต่อผู้ให้กำเนิด ด้วยการใช้ความเป็นเพศหญิงเข้าแลกราคากับราคะผู้ชาย นับหนึ่ง นับสิบ นับร้อย ในขณะที่คนทางบ้านกำลังชื่นชมยินดีกับรถคันใหม่ บ้านหลังใหญ่ เปิดเครื่องเสียงลำโพงดังกระหึ่มกลบเสียงสะอื้น น้ำตามันไร้น้ำยาจะเรียกร้องใด ๆ จากสิทธิของความเป็นมนุษย์คนหนึ่ง

พี่ที่เคารพคนหนึ่งบอกว่า เรื่องพรรณนี้มันเป็นปัญหาในระดับนโยบายของรัฐ ที่จะกระจาย แบ่งอำนาจการบริหารการจัดการอย่างไร ในแต่ละพื้นที่ให้คนในแต่ละจังหวัด มีโอกาส ไม่ต้องถ่อร่างมาถึงกรุงเทพฯ เมืองเทวดา แต่ผู้เขียนกลับคิดว่า คนต่างหากที่ทำให้คนต้องเป็นเหยื่อของบรรดาวัตถุประดามี ไม่ว่าจะด้วย “คน” ที่อยู่ในตัวเขา หรือคนที่อยู่รอบข้างที่เป็นความดันอากาศกดให้เห็นว่า วัตถุมันยิ่งใหญ่กว่าใจมนุษย์

หลายต่อหลายครั้งบทเรียนของน้ำตาได้มาด้วยความทุกข์ยาก และอับอายมากเกินกว่าจะกล้าแบกตัวเองซมซานกลับไปซบอกอุ่นของครอบครัว ทั้งที่ปรารถนาทุกขณะจิตที่ดิ้นรนเหนื่อยล้า และหลายคนที่กลับไป “บ้าน” แล้วพบว่ามาเมื่อวันที่สายเกินไป คนที่หวังว่าจะได้อยู่เห็นการประสบความสำเร็จในการ “มี” กลับไม่รอชมผลงานของตน คนผู้จากไป เขาก็ละทิ้งไปง่าย ๆ แค่เพียงดับสลายไปพร้อมกับควันไฟ ไปพร้อมกับการ “ไม่มี” สิ่งที่เราออกตามหามาต่อเติมชีวิตให้ครบสมบูรณ์นั้น มันไม่ได้รั้งอายุขัยของชีวิตให้คงอยู่ได้นาน ระหว่างทางของเวลาแห่งการเสาะหานั้น ได้ริดรอนบั่นทอนเส้นสายใยความสัมพันธ์อันงดงามระหว่างคนกับคนไป ต่างฝ่ายต่างอาศัยกินอยู่บนความโดดเดี่ยว อ้างว้าง เหงาใจ และสุดท้าย เมื่อจากไปชั่วนิรันดร์พร้อมกับไม่ได้คำตอบจากตัวเองว่า ค้นหาเพียงเพื่ออะไร

ที่เขียนนี่ ไม่ได้เป็นพวกอนุรักษ์นิยม พวกย้อนศร ปฏิเสธความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ ที่เข้ามาเยือนโลกพร้อมเครื่องจักรกลไกในระบบงานอุตสาหกรรม ไม่ได้ขัดขืนต่อการยอมรับโลกแห่งความเจริญที่ผสมอัตราส่วนมหาศาลปนเปกับผู้คน อย่างที่เป็นอยู่ในวันนี้ เติบใหญ่ พบพาน ละทิ้งจากลาหลายสิ่งอย่าง เข้าสู่วัยทำงาน และทำงาน เพื่อเข้าสู่โลกสังคมวัตถุที่สนองตอบแทนความตรากตรำของเรา ด้วยการให้ความสุข ความสะดวกสบายในการใช้ชีวิต แต่สักเท่าไหร่ถึงจะหยุด ถึงจะนิ่งได้ แล้วรู้สึกได้ว่า น้ำตามันไหลอาบนองหน้ามานานแค่ไหนแล้ว

เมื่อรากของสังคมวัตถุที่มนุษย์ประดิษฐ์คิดค้นมาจากรอยขดในกบาล สร้างมากับมือ มันเย้ายวนให้คนหลงใหล ปล่อยให้มันแทงรากฝังสถิตเข้าแทนที่ในหัวใจ ยอมรื้อถอนรากโคนความเป็นมนุษย์ เราก็จะยังคงได้พบเห็นเสือร้องไห้ ควายร้องไห้ อยู่ร่ำไป

Reviewed by admin on 19 October 2018

Leave a Comment