Login | Register
Forgot your password?

A password will be emailed to you.

ณ ขณะรัก
Our Rating
Your Rating

A Moment in June ณ ขณะรัก

***ร่างรัก พัฒนาบท***

“ถ้าเริ่มตั้งแต่ต้นจนจบก็น่าจะประมาณ 2 ปีครึ่ง แต่ไม่ใช่ 2 ปีครึ่งที่ไม่ได้ทำอย่างอื่นนะ แบบว่าเรียนไปด้วยแล้วก็พัฒนาบทไปด้วย จริง ๆ แล้วมันจะเป็นเรื่องราว 3 เรื่องที่จะโยงถึงกัน สองเรื่องแรกจะโยงได้ง่ายแต่เรื่องที่สามเราโยงยากมากเลย จนวันหนึ่งที่ตื่นขึ้นมาตอนซ้อมละครที่เรียนอยู่ที่ลอนดอนถึงนึกออกว่ามันจะลิงค์กันได้ยังไง พอโยงได้กว่าจะเสร็จก็ประมาณเกือบ 2 ปีครึ่งได้ครับ”

***นิยาม ณ ขณะรัก***

“เรื่องของแต่ละคนมันก็จะแตกต่างกันออกไป สุดท้ายมันก็มาจบที่โอกาสครั้งที่ 2 หนังจะพูดเรื่องโอกาสของความรัก โอกาสของแต่ละคน ถ้ามันตั้งคำถามที่ว่า ถ้าคุณมีโอกาสอีกหนึ่งครั้งกับความรักที่คุณมี คุณจะทำกับมันอย่างไร คุณจะดีกับมันที่สุด หรือคุณคิดว่ามันน่าจะมีโอกาสมากกว่านี้ หรือคุณคิดว่านี่มันดีที่สุดแล้ว แต่โอกาสครั้งนี้มันก็เล่าเรื่องผ่านความรักของคนทั้ง 6 คน 6 แบบต่างกันออกไปครับ และเมื่อโชคชะตานำพาโอกาสครั้งที่สองมาให้ ทุกคนในเรื่องนี้จะจัดการกับสิ่งที่เคยทำพลาดไปในความรักของตนอย่างไร

คือเหตุการณ์มันเริ่มเรื่องปลายเดือนเมษายน แล้วเรื่องทั้งเรื่องมันเกิดอยู่ในเดือนของพฤษภาคม แล้วมันก็จะไปจบลงตอนเช้าของเดือนมิถุนายน เราจะบอกว่าหนังเรื่องนี้ทั้งเรื่องมันจบอยู่ที่ชั่ววูบหนึ่งที่ผู้ชายคนนี้เข้าใจตัวเองว่าตัวเองต้องการอะไรในชีวิต แล้วโอกาสครั้งนี้ของตัวเองจะได้มันกลับมาหรือไม่ มันเป็นชั่ววูบตรงนั้น ก็เลยออกมาเป็น A Moment in June เพราะเหตุนี้แหละครับ”

***รักตกผลึก***

“เรารู้สึกว่าในความสามารถของนักแสดงรุ่นใหญ่อย่างอาเชาว์และอาตุ๊กนั้น เขามีความสามารถมากกว่าที่คนส่วนใหญ่จะให้เครดิตเขา เราเลยเห็นว่าเป็นจุดที่น่าสนใจแล้วเราจะพยายามบอกว่าหนังของเรามันมีทั้งหมด 2 รุ่น แล้วก็รู้สึกว่ามันเหมือนขาดอะไรไปถ้าไม่มีรุ่นผู้ใหญ่ ซึ่งมันก็จะบอกถึงความรักที่มีความเป็นผู้ใหญ่มากกว่าคู่ความรักของชาคริตหรือพี่น้อย เป็นคู่ที่ผ่านอะไรมาเยอะแล้วเข้าใจชีวิตมาเยอะแล้ว แต่สุดท้ายพอมาเป็นเรื่องความรักแล้วบางทีมันก็คอนโทรลตัวเองไม่ได้ เราก็เลยรู้สึกว่าทุกคนเป็นหมดไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ น่าสนใจตรงที่ว่าเห็นได้ชัดทุกมุมมอง ไม่ใช่ฝั่ง ๆ เดียว”

***ซึมซาบสีสันละครเวที***

“เพราะว่าเราเรียนละครเวทีมาด้วย ก็อยากทำทั้งละครเวทีอยากทำทั้งหนังเรื่องแรก ก็คือเราสามารถที่จะทำทั้งหนังทั้งละครเวทีทั้งสองอย่างได้ เราก็เลยมาบรรจบด้วยกันซึ่งในส่วนตัวคิดว่าคนที่ทำอย่างนี้มีอยู่แล้ว แต่ของเรามันจะลึกกว่าตรงที่ว่ามันจะเชื่อมละครเวทีกับชีวิตจริงตรงที่ว่าทุก ๆ ครั้งที่เปลี่ยนฉากของหนังมาเป็นละครเวทีหรือละครเวทีมาที่ตัวหนังมันมีความสำคัญมาก ซึ่งเราเน้นจุดเปลี่ยนเยอะ คืออยากให้คนดูเข้าใจเหมือนอย่างที่คนพูดว่า ชีวิตคือละครและละครคือชีวิต เราเลยดึงจุดตรงนั้นมาเล่นกับละครเวทีและหนัง”

***สถานสถิตย์รัก***

“เรื่องโลเกชั่นมันเป็นเรื่องสำคัญคือ เขียนมาจากโลเกชั่นส่วนตัว คือเราไม่ได้รู้จักทุกมุมมองทุกมุมของกรุงเทพฯ เลยเลือกโลเกชั่นที่เรารู้จักดี อย่างท่าฉลอมที่เราเห็นในหนัง ทำไมเราว่าต้องเป็นท่านั้น เพราะว่ามันมีอยู่ท่าเดียวในโลกก็เลยจำเป็นที่จะต้องถ่ายที่ท่านั้น อย่างสถานีรถไฟที่เราไปมาแล้วหลาย ๆ ที่อยากจะบอกว่า หัวลำโพงสวยกว่าสถานีรถไฟที่เราเคยไปมา เลยรู้สึกว่าต้องไปถ่ายที่นี่ โลเกชั่นส่วนใหญ่อยู่ในกรุงเทพฯ นี่แหละอย่าง วงเวียน 22, หัวลำโพง หรือเยาวราช เป็นอารมณ์ประมาณนั้น แต่โรงละครทุกฉากก็สร้างขึ้นมาใหม่จากจินตนาการที่ว่าอยากได้แบบอารมณ์นี้ ก็คือถ่ายกรุงเทพฯ ซัก 90 เปอร์เซ็นต์ แต่ว่าโรงหนังท่ามะเขือราม่า เราไปเจอที่กำแพงเพชรซึ่งเป็นโรงหนังที่เก่าแล้วเขากำลังจะทุบพอดี เราไปเจอก่อนที่เขาจะทุบ 1 สัปดาห์ ก็เลยขอเขาถ่ายซัก 5 วัน แล้วค่อยทุบนะ เรารู้สึกดีใจมากที่ไปเจอตรงนี้ แล้วหลังจากที่ไปถ่ายทำเสร็จเขาก็ไม่ทุบทิ้งแล้ว เขารู้สึกว่าย้อนอดีตของคนในหมู่บ้านได้เยอะ คนในหมู่บ้านก็คิดว่าควรจะบูรณะให้เป็นโรงหนังอีกทีหนึ่งนะ เราก็ภูมิในที่มีส่วนร่วมกับตรงนั้น ซึ่งทุกวันนี้ก็ไม่ได้ฉายหนังอะไรหรอก มันก็ถูกเก็บเอาไว้ในสภาพที่ดีมากกว่าปล่อยเอาไว้ในสภาพที่รกร้างนะครับ”

***นิยามรักผู้กำกับ***

“คืออยากจะบอกว่าตอนเขียนบทเขียนตัวเองเป็นพี่ตั๊ก ทำไปทำมาเริ่มเข้าใจว่าไม่ใช่ เริ่มเห็นว่าเป็นทั้งพี่ตั๊ก เป็นทั้งชาคริต แล้วก็เป็นพี่น้อยด้วย เริ่มรู้สึกว่าคือคนเรามันก็คงยึดติดกับไอเดีย ๆ หนึ่ง แต่พอเรามาเจอเหตุการณ์บางเหตุการณ์ซึ่งมันบังคับกันไม่ได้ซึ่งคนเรามันก็ต้องพลิกผันไปเรื่อย ๆ แต่ถ้าถามว่าเราเชื่อในความรักไหม เราเชื่ออยู่แล้ว ถ้าไม่อย่างนั้นเราคงทำหนังรักไม่ได้หรอก เราเชื่อว่ารักแท้มันมีอยู่จริง”

***เปิดโอกาสให้หัวใจสัมผัสหนังรักดีดี***

“เราจะบอกว่ามันไม่ใช่หนังตลาด ไม่ใช่ว่าตลกขำ ๆ ดูแล้วก็ผ่านไป คือใจจริงแล้วอยากเปิดโอกาสให้กับคนที่ดูหนังมี choice เพิ่มขึ้นมากกว่า แล้วในความเป็น mass ของหนังเรื่องนี้มันก็มีอยู่เยอะ แต่มันไม่ใช่ mass ที่แบบว่าคนเข้ามานั่งกินป๊อปคอร์น 2 ชั่วโมงแล้วเดินกลับบ้านไป เราอยากให้เดินออกแล้วเขาคิดอะไรกับชีวิตของเขาได้อะไรอย่างนี้ คือมีคนที่ดูหนังที่ปูซานแล้วเขามาบอกว่าอยากกลับบ้านไปกอดแฟนที่บ้าน ซึ่งสำหรับเราอันนี้มันคือสิ่งที่เราอยากได้ แต่ถ้ามองด้วยตัวเลขตัวเงินแล้ว เรารู้สึกว่าหนังเรื่องแรกเอาแค่คืนทุนแล้วก็จบแค่นั้นก็พอแล้ว จะได้มีโอกาสทำเรื่องอื่นต่อ ๆ ไป แต่ในเรื่องความรู้สึกเรามองตรงนั้นสำคัญกว่า อยากให้คนดูกลับไปแล้วกอดแฟน แล้วรู้สึกดีกับสิ่งที่ตัวเองมีอยู่ นี่คือจุดประสงค์ของหนังเรื่องนี้”

Reviewed by admin on 29 June 2018

Leave a Comment