Home » » อีติ๋มตายแน่

อีติ๋มตายแน่

อีติ๋มตายแน่



ความยาว : 120 นาที

นำแสดงโดย
โน้ต อุดม แต้พานิช
Asuka Hinoi
คริส หอวัง
เก่ง ชาติชาย งามสรรพ์

เรื่องย่อ
ไอ้ตึ๋ง หรือ ฟ้าสะท้าน สงสะพานปลา เป็นนักมวยที่ขึ้นแสดงประจำสถานบันเทิงแห่งหนึ่งพัทยา เขาเป็นชายหนุ่มที่เข็ดขยาด ในเรื่องความรักจนไม่กล้าริมอบหัวใจให้กับสาวคนไหน แต่แล้วกลับไปตกฟลุมรัก อิเตมิ หรือ อีติ๋ม นักท่องเที่ยวสาวจากแดนปลาดิบ ที่มาหลงเสน่ห์เมืองไทยเข้าอย่างจัง ด้วยความน่ารักอ่อนหวาน ของอีติ๋ม ไอ้ตึ๋งจึงลุกขึ้นมารวบรวมแรงฮึด ทั้งพลังกายพลังใจ พิสูจน์ศักดิ์ศรีความเป็นลูกผู้ชาย ให้สาวเจ้ารู้ว่าเขานี่แหล่ะคือ ชายหนุ่มที่คู่ควร ขณะเดียวกันนั้น มะขิ่น สาวกระเหรี่ยงจากแม่ฮ่องสอน ที่หารายได้อยู่ในพัทยา ด้วยการขายของจิปาถะสารพัดอย่าง ก็แอบชอบไอ้ตึ๋งอยู่เงียบ ๆ

สัมภาษณ์

“ต้อม-โน้ส” เมาท์กระจายกับ “อีติ๋มตายแน่”  

เขียนโดย Kill Tim Gang   
 
พุธ, 01 ตุลาคม 2008
…ฟัง 2 เพื่อนซี้ “ต้อม ยุทธเลิศ-โน้ส อุดม” เขียนบทเข้าขา ทำหนังเข้าตา เม้าท์กันทุกเรื่อง อำกันทุกซอกมุม ตั้งแต่ตัวเอง นางเอกอิมพอร์ต ไปจนถึงตัวประกอบรับเชิญกับ “อีติ๋มตายแน่” หนังโรแมนติกปนขำในสไตล์ “โน้ส อุดม” แต่กำกับโดย “ต้อม ยุทธเลิศ” ที่มาแน่ ๆ 9 ต.ค.นี้ 

จริง ๆ เพิ่งเสร็จจาก “รัก|สาม|เศร้า” มาหมาด ๆ จู่มีโปรเจ็คต์ “อีติ๋มตายแน่” ก็โผล่ขึ้นมาซะงั้น สารภาพมาซะดี ๆ ว่าเอาเวลาไหนไปแอบซุ่มทำออกมาเป็นงานกำกับภาพยนตร์ลำดับที่ 9 ของยุทธเลิศได้อย่างต่อเนื่องซะขนาดนั้น

ต้อม ยุทธเลิศ: ก็คือเอางานไปให้อุดมเขาทำเลยครับ คือโยนงานหนังไปให้อุดมเขาทำเลยให้เขาช่วยเขียนบทให้

หมายความว่าอุดม แต้พานิช เข้ามามีส่วนสำคัญในผลงานของต้อม ยุทธเลิศเรื่อง “อีติ๋มตายแน่”

ต้อม ยุทธเลิศ: ครับ คือจริง ๆ เราตั้งใจว่าจะทำภาพยนตร์เรื่อง “อีติ๋มตายแน่” มาตั้งแต่3 ปีที่แล้ว คือสมัยที่หนังไทยยังอยู่ในยุครุ่งเรืองมาก ๆ ต้นทุนสูงสุด ๆ สมัยที่ “องค์บาก” กำลังทำรายได้ถล่มทลาย สมัยนั้นโปรเจ็คต์อีติ๋มได้รับทุนครั้งแรกคือ 70 ล้านสำหรับ 2 ภาค ก็เลยเกิดไอเดียสารพัดว่าจะยกกองไปถ่ายทั้งอินเดีย จีน ญี่ปุ่น เวียดนาม มีใช้ซีจีสารพัด แล้วยังไงไม่ทราบครับในระหว่างที่เตรียมงานอยู่ คุณอุดมเขาก็ไปเล่นหนังเรื่อง “โคตรรักเอ็งเลย” ของคุณพิง แล้วก็ไปทำเดี่ยว 7 ส่วนตัวผมเองของเข้าครับ (หัวเราะ) (ถึงขนาดได้ข่าวว่าผกก.ต้อมต้องไปรดน้ำมนต์อยู่พักใหญ่) ไปทำ “กระสือวาเลนไทน์” ไปทำ “โกยเถอะเกย์”

โน้ส อุดม: ผีเข้าครับ

ต้อม ยุทธเลิศ: คุณเจียง (เสี่ยเจียง สมศักดิ์ เตชะรัตนประเสริฐ) ก็ไม่เข้าใจว่า ทำไมต้อมยุทธเลิศลืมเงิน 70 ล้าน แต่หันไปเอาเงิน 14 ล้านไปทำ “กระสือฯ” คือช่วงนั้นเป็นช่วงพลิกผันธมิตร (หัวเราะ) จนเวลาผ่านไปผมปิดกล้อง “รัก|สาม|เศร้า” เสร็จ ส่วนอุดมทำเดี่ยวเสร็จ แล้วก็เจอหน้ากัน อ้าวว่างรึยังเนี่ย ว่างแล้วใช่มั้ย มาอีติ๋มมาเลย ก็เข้าไปคุยกับคุณเจียง คุณเจียงครับพร้อมแล้วครับทำอีติ๋มครับ ก็เสี่ยเจียงโอเคไฟเขียวผ่าน แต่สุดทายสรุปทำเป็นอีติ๋มตายแน่ภาคเดียว แต่งบประมาณก็ลดลงไปด้วย จากเดิมตั้งใจจะเป็นหนังสไตล์ KILL BILL ล้อเลียนก็เลยกลายเป็นหนังรักโรแมนติกปนขำ เป็นหนังรักแบบฉบับโน้สอุดม แต่กำกับโดยต้อมยุทธเลิศ

แล้วเป็นอย่างไรถึงกลายมาเป็น “อีติ๋มตายแน่”

ต้อม ยุทธเลิศ: คือคิดด้วยกันครับ คิดกันมากับอุดมครับว่า เฮ้ยเราควรน่าจะมาทำอะไรด้วยกันสักอย่างนะ เหมือนอย่างถ้าเราจะทำหนังด้วยกันสัก1เรื่อง มันน่าจะทำหนังอะไร แล้วทำไมถึงกลายมาเป็นอีติ๋มตายแน่นะ

โน้ส อุดม: คือมันเริ่มมาจากตอนนั้นที่เราไปดูหนังพวก KILL BILL อะไรอย่างนี้กัน ก็เลยเกิดไอเดียที่ว่าเราอยากจะทำหนังล้อเลียนเขาไง

ต้อม ยุทธเลิศ: เหมือนหนังล้อเลียนอย่างพวก KILL BILL ก็เลยทำ KILL TIM จนมาถึง อีติ๋ม

โน้ส อุดม: คือตอนนั้นมองว่าประเทศไทยยังขาดหนังล้อเลียน ก็เลยตั้งใจว่าจะเอาหนังทุกเรื่องมาร้อยเรียง แล้วมาทำล้อกัน เป็นหนังล้อเลียนหนังไทย หนังต่างประเทศที่ฮิต ๆ แต่ว่ามันต้องใช้ทุนสร้างที่ค่อนข้างสูง เวลาเซ็ตฉาก เซ็ตอะไรอย่างนี้นะ เอาให้เหมือน พอคิดไปก็รู้สึกว่าสนุก ภาคเดียวไม่อยู่หรอก มันต้อง 2 ภาคเลยทำโน่นทำนี่เอานั่นผสมนี้ แต่คิดว่ามันต้องใช้ทุนสูงมาก ๆ

ต้อม ยุทธเลิศ: ก็เลยกลับมาคุยกับอุดมว่าจะเอาไงดี ขั้นแรกก็บอกให้เลือกมาเลยอุดมอยากไปจังหวัดไหน ลืมไปเลยญี่ปุ่น เกาหลี เวียดนาม ลืม ลืมให้หมด เลือกเอาจังหวัดไหน อุดมเลือกพัทยา เราก็เลยเริ่มต้นคิดว่าเราน่าจะเอาตัวรอดในพัทยาได้ หลังจากนั้นก็เริ่มกระบวนการทางความคิดว่าเราจะเริ่มทำอะไรที่พัทยา

โน้ส อุดม: ก็อีติ๋มต้องอยู่ที่พัทยา โดยเราเริ่มได้แรงบันดาลใจครั้งแรกที่ BABY AGOGO มันปิ๊งขึ้นมาตอนที่น้องเขารูดเสา AGOGO (หัวเราะ) หลังจากที่คุณต้อมยุทธเลิศโยนตำแหน่งหน้าที่ผู้เขียนบทให้อุดมรับผิดชอบแต่เพียงฝ่ายเดียว เราก็มามองถึงความเป็นไปได้ที่พอองค์ประกอบถูกจำกัดด้วยงบประมาณ เราก็ต้องมามองถึงความเป็นไปได้ในชีวิตจริง คือจะไปถ่ายไกลก็ไม่ได้ เชียงใหม่ก็ไม่ได้นะ เพราะจะต้องมีค่าเครื่องบินไปอีก พัทยาสำหรับผมน่าจะได้ เพราะเคยมีเรื่องหนึ่งที่ค้างอยู่ในหัวของผมเคยเขียนไว้ในไดอารี่นะครับ คือเคยไปดูนั่งเขาต่อยมวยโชว์แถวพัทยา ก็เลยรู้สึกว่าเรื่องนี้น่าสนใจนะครับ เคยเห็นนักมวยที่เขาต่อยบนเวที ก็จะเป็นนักมวยที่เกษียณแล้ว อ้วน ๆ ต่อยกันไม่จริง แต่ออกเสียง ส่งเสียง อึ๊ อ๊ะ หลอกนักท่องเที่ยว แล้วนักท่องเที่ยวดันเชื่อ พอต่อยเสร็จก็ขึ้นไปติ๊บ เอาพวงมาลาไปให้ ขึ้นไปถ่ายรูป แล้วเคยคิดเล่น ๆ ว่า เขาจะรู้ไหมว่าต่อยไม่จริง เขาจะรู้ไหมว่ามวยไทยมันมีเก่งกว่านี้อีก ก็จะเห็นพวกนักท่องเที่ยวเกาหลีญี่ปุ่นที่ไปกรี๊ดนักมวย นักมวยหลอกฝรั่งเนี่ยะ เคยคิดในใจว่ามันจะเป็นอย่างไรนะ ถ้าเกิดมีผู้หญิงคนหนึ่งจากต่างชาติมาหลงรักนักมวยคนนี้จริง ๆ แล้วจะเกิดอะไรขึ้นถ้าเผื่อวันหนึ่งเขารู้ว่ามันไม่ได้เก่งจริง จะทำอย่างไร ในขณะเดียวกันกับที่ไอ้นักมวยคนนี้ที่ผ่านมาไม่เคยคิดที่จะไปกล้ารักใคร ต้องลุกขึ้นมาทำทุกอย่างเพื่อพิสูจน์ให้รู้ว่าเขารักผู้หญิงคนนี้ ก็คือเรื่องและไอเดียของหนังเรื่อง “อีติ๋มตายแน่” มันก็จะเริ่มมาจากแถว ๆ นั้น

มาพูดถึงเรื่องนางเอกกันบ้าง นางเอกหนังเมืองไทยเขาก็มีเยอะแยะ ทำไมถึงต้องอิมพอร์ตนางเอกมาจาก JAPAN ทำไมต้องเป็นนางเอกญี่ปุ่น และต้องเป็นน้องอาซึกะที่มารับบทติ๋ม

โน้ส อุดม: คือต้องบอกว่าเรื่องมันพามา ไม่ได้คิดว่าจะต้องอะไร เป็นกระแสฮ็อตหรืออะไร เพราะอันนี้คิดจากโจทย์ครับ และถ้าไปอ่านหนังสือที่เกี่ยวกับญี่ปุ่นที่มีอยู่ในเมืองไทยอย่างดาโกะวารสารญี่ปุ่นในเมืองไทย เขาจะมีเขียนเลยว่า คนญี่ปุ่น ความฝันนะครับ ความฝันของผู้หญิงญี่ปุ่นคืออยากแต่งงานกับนักมวยไทย มีอยู่ในนั้นจริง ๆ เลยนะครับ หรืออย่างที่ผมดูจากใน YOUTUBE บัวขาว ป.ประมุข ที่เป็นนักมวยไทยไปต่อยมวย K1 ที่ประเทศญี่ปุ่น เขาจะเป็นเหมือนซูเปอร์สตาร์ของญี่ปุ่น ผู้หญิงญี่ปุ่นทุกคนอยากเป็นแฟนเขา มันมีค่านิยมแบบนี้อยู่ ผู้หญิงญี่ปุ่นชอบนักมวยไทย มันก็เลยเอามาผูกกันว่า เป็นไปได้ที่เขามาเที่ยวเมืองไทย แล้วได้มาดูมวย ชอบมวยแล้วหลงรักกันได้ มันเป็นเหตุเป็นผล แล้วก็อีกอย่างหนึ่งคือญี่ปุ่นเขาน่ารัก มีจังหวะการเล่นที่ไม่รู้ว่าจะเรียกจังหวะอะไรดี มันเป็น…

ต้อม ยุทธเลิศ: คือเราไม่สามารถเอานักแสดงไทยมาแสดงเป็นญี่ปุ่นได้

โน้ส อุดม: ไม่ได้เลยนะ

ต้อม ยุทธเลิศ: คือไม่ได้เรียกว่าแสดง เพราะเขาไม่ได้แสดง การเคลื่อนไหวของร่างกายเขาเหมือนมันอยู่ในสายเลือดที่เรียกว่าคิกขุ โตะ เนะ เคโระ อาโนเนะ โอโมะ เป็นธรรมชาติของเขา

โน้ส อุดม: หรืออย่างถ่าย ๆ อยู่สะดุดเหล็กสะดุดอะไร เขาก็จะมีคำอุทานว่า “อิไต” (หัวเราะ) สรุปก็คือธรรมชาติของความเป็นคนญี่ปุ่นเวลาที่จะเล่นจะแสดง คงจะไม่มีใครทำได้เหมือนหรือเป็นธรรมชาติได้เท่ากับคนญี่ปุ่นจริง ๆ เพราะฉะนั้นก็เลยต้องนำเสนอหรือนำเข้าคนญี่ปุ่นจริง ๆ อย่างน้องอาซึกะมาเป็นอิเตมิหรืออีติ๋มนี่เอง

เขียนบทเอง เล่นเองเลย แถมมีอยู่หลายฉากเลยทีเดียวที่โน้ส อุดม ต้องเผชิญหน้ากับฉากที่ว่ากันว่าหนักหนาสาหัสพอสมควรเลยทีเดียวสำหรับบทนี้ ไม่ว่าจะเป็นฉากที่อุดม แต้พานิชต้องร้องไห้กับหมา ส่วนใหญ่เขามีแต่ร้องไห้กับเดือน แต่นี่ ร้องไห้กับหมา มันเป็นอย่างไร

ต้อม ยุทธเลิศ: คือผมถ่ายหนังมาหลายเรื่อง อะไรที่เกี่ยวกับสัตว์ เด็ก เอฟเฟ็คต์ สลิง อย่าใช้ ไอ้นี่ก็เขียนบทหมามา ก็ต้องกำกับหมา จริง ๆ กำกับคนก็ยากอยู่แล้ว ดันเขียนบทเกี่ยวกับหมามา

โน้ส อุดม: ผมเห็นคุณปากหมา ผมก็เลยนึกว่าคุณจะเขียนบทเกี่ยวกับหมารู้เรื่อง (หัวเราะ)

ต้อม ยุทธเลิศ: อ้าว ซะอย่างนั้น

โน้ส อุดม: คือในฉากนั้นจะมีตัวละครไอ้ตึ๋งซึ่งก็คือพระเอกของเรื่องก็คือผมนี่แหละ มันรู้สึกเศร้ามาก คนรักจากไป แล้วก็เลยไปร้องไห้ แล้วในเรื่องเขาจะไปให้ข้าวหมาเป็นประจำ ณ จุดนั้น น้ำตาก็ไหลลงมา แล้วมีหมามันเดินมาเลียหน้า ผมคิดว่ามันเป็นภาพที่กินใจ มีแค่หมาเท่านั้น คือเพื่อนก็ไม่มีใคร เพราะในเรื่องเพื่อนก็ไม่มี รู้สึกว่ามันสะเทือนใจ มีหมามาเลียน้ำตา ต้อมยุทธเลิศบอกโอเคมึงอยากได้ กูก็จะไปจ้างหมามาให้ ก็ไปจ้างหมามา ในบทผมเขียนไปมีหมาประมาณ 8-10 ตัว พอถึงเวลาตอนมาเข้าฉาก มีทั้งหมด 4 ตัว ถามว่าต้อมมึงจะลงทุนหน่อยไม่ได้เหรอ มันตอบว่ามึงรู้ไหมว่าหมาตัวละเท่าไหร่ เอ็กซ์ตร้า(ตัวประกอบ) ที่มึงเห็น 300-500 บาทอย่างมาก 1,000บาท หมาเนี่ยแม่งคิวละ10,000บาท ตัวละ10,000 บาท แพงกว่าค่าตัวไอ้บอมบ์อีก (บอมบ์ สินเจริญบราเธอร์ส) (หัวเราะ) ลองให้ไอ้บอมบ์มันเทียบคุณค่าของมันในวงการบันเทิงดูซิ (หัวเราะ)

โน้ส อุดม: เดี๋ยว ๆ ๆ ยังมีอีกที่มันยากคือ ไอ้เจ้าหมาเนี่ย เขาบอกว่าไปฝึกมาแล้ว พอถึงเวลาจะเลีย เดี๋ยวมันก็จะเข้ามาเลีย แต่พอปล่อยเชือกมันปุ๊บ หมามันตื่นคน แล้วกูก็นั่งร้องไห้ไปซิ กูก็นั่งน้ำตาไหลมาเป็นเดือน แล้วหมามันก็ยังไม่เข้ามาเลียหน้าซะที ผกก.มันก็ฉลาด เอาอะไรหวาน ๆ ไปทาหน้า

ต้อม ยุทธเลิศ: ซึ่งเป็นเหตุให้ผมเข้าใจความหมายและความรู้สึกของประโยคที่ว่า “หมาไม่แดก” แล้วไงครับ เพราะถึงเวลาฉากนี้ เอาละครับหมาไม่แดกมาแล้ว ก็เลยต้องแก้กันไป ก็ต้องเอาอะไรหวาน ๆ มาทาหน้าเพื่อดึงความสมใจ

โน้ส อุดม: แล้วตอนนั้นน้ำหวานก็ไม่มี แล้วครูฝึกก็มาบอกว่าทางเราฝึกด้วยตับบดครับ แล้วในเรื่องผมร้องไห้เศร้ามากเลย ทีมช่างแต่งหน้า ทีม PROP (ฝ่ายจัดหาอุปกรณ์ประกอบฉาก) เอาตับบี้ แล้วทาหน้าด้านนี้เป็นตับบดหมดเลย เพื่อล่อให้หมามาเลีย คือร้องไห้ไปด้วย คือทำซึ้งไป แต่ตับเกาะอยู่เต็มหน้า เป็นปูด ๆ เป็นก้อนด้วย นะครับ ผมก็เลยถามว่าเวลาถ่ายมาไม่เห็นเหรอ เพราะจอก็ใหญ่ด้วย ผกก. ก็เลยบอกว่ามึงก็เบี่ยงหน้าไปซิ เวลากล้องถ่ายมาด้านนี้ มึงก็เบี่ยงหน้าอีกด้านหนึ่งรับไปซิ เทคนิคสุด ๆ โดยสปีลเบิร์กเรียกพ่อ ผมก็นั่งไปโดยมีกลิ่นตับบดอบอวลไปเต็มใบหน้า ส่วนน้ำตาต้องบังคับให้ไหลไปข้างนี้ครับเ และอีกข้างนี้ครับพื่อไปเจีอกับตับบด แต่ก็มีแอบเลียตับบดบ้างเหมือนกันซึ่งอร่อยมาก

แต่คงไม่หนักหนาสาหัสเท่ากับฉากที่อุดม แต้พานิชต้องใช้ทุเรียนมาทาทั้งตัว

โน้ส อุดม: ครับซึ่งอย่าคาดหวังว่าทีมเมคอัพสเปเชี่ยลเอฟเฟ็คต์ของต้อม ยุทธเลิศ จะมีมอยซ์เจอร์ไรเซอร์ ครีมหรือเจลเฉดสีพิเศษในการตบแต่ง

ต้อม ยุทธเลิศ: ทุเรียนจริงไปเลย เพราะเทคนิคของฮอลลีวู้ดนี่เป็นมายา ของเราเล่นอะไรก็เล่นจริงไปเลย ทำอะไรก็ทำของจริงไปเลย อย่าถามเรื่องปริมาณทุเรียนครับ อันนี้เราเตรียมมาพร้อมให้น้องคริส หอวังเป็นคนลงมือขยี้เลย (หัวเราะ) สำหรับตัวผมเองไม่มีปัญหาในการกำกับฉากนี้เลย เพราะผมไม่กินทุเรียน แล้วตัวผมเองใช้กล้องซูมถ่ายไกล ๆ อยู่แล้ว ซึ่งอันนี้ผมต้องขอบอกเลยนะครับว่าคุณอุดมจะมาโทษผมไม่ได้ เพราะคุณดันเขียนบทมาอย่างนี้เองทำไม (หัวเราะ) เข้าใจว่าเขาชอบกินทุเรียนมาก มากองถ่ายก็เอาทุเรียนมาเลย

โน้ส อุดม: คือสาเหตุจริง ๆ ของภาพยนตร์เรื่องนี้ที่ต้องนำทุเรียนมาเข้าฉากคือมีตัวละครตัวหนึ่งเขาแพ้ทุเรียน แล้วเราจะสู้เขาได้ก็เพราะต้องใช้ทุเรียน แต่ก็ไม่คิดว่าจะเอาทั้งลูกมาชโลม คือหนังทั้งเรื่องเนี่ยะเวลาถ่ายทำมันก็ควรจะเอาอะไรมาหลอกก็ได้ แต่พอถึงเวลามาทำ มาถ่ายเขาก็เอามาทา มาทาที่นี้กลิ่นมันก็ขึ้นจมูก พอขึ้นจมูกมันก็ปวดหัวตุ๊บ ๆ ๆ มันเหมือนเวลาเข้าไปในห้างแล้วเขาฉีดน้ำหอม 14 ชนิดอยู่ แล้วเวลาถ่ายไปก็หยุดจัดไฟอีกครึ่งชั่วโมง เปลี่ยนมาถ่ายรับอีกด้านหนึ่งก็เซ็ทไฟอีก 15 นาที แล้วกูเนี่ยะไปนั่งใกล้ใครทุกคนก็ลุกหนีกูไปหมดเลย ก็เลยบอกว่าขอเถอะปวดหัวแล้ว ขอกูไปอาบน้ำ มันก็บอกว่าไม่ได้ เดี๋ยวมันจะไม่คอนตินิวท์ ใครจะมาจับตาดูทุเรียนว่ามันจะเลื่อนไปไหนเอาแป้งผสมอะไรก็ได้

(บอมบ์สินเจริญบราเธอร์สซึ่งเป็น 1 ในตัวละครที่เข้าฉากในการถ่ายทำวันนี้ร่วมแจมอย่างออกรสชาติ)

บอมบ์: วินาทีนั้นผมอยู่ในเหตุการณ์ ได้ยินเสียงโน้สอุดมตะโกนด้วยความหัวเสียบอกกับต้อมยุทธเลิศว่า เฮ้ยต้อมมึงถ่าย ๆ ให้มันเสร็จ ๆ ซะทีซิ เป็นเสียงต้อมยุทธเลิศตะโกนสวนกลับมา อุดมมึงต้องทนซิ มึงเป็นคนเขียนบท แล้วมึงเขียนทำไม มึงเขียนให้มีทุเรียนทำไม

โน้ส อุดม: สักพักมีเสียงที่สามตามมาด้วยครับ พี่ต้อมฮะ เป็นเสียงสูง ๆ คุณจำได้ไหมครับ (มองหน้าบอมบ์สินเจริญ) “พี่ต้อมฮะ ผมว่ายังไงก็ต้องใช้ของจริงนะครับ คืออยากเอาใจผกก.ไอ้บอมบ์เพราะอยากมีบทพูดเพิ่มขึ้น” คือต้องบอกว่าเป็นช่วงเวลาครึ่งวันที่ได้สัมผัสใกล้ชิดกับผลทุเรียนอย่างที่ไม่เคยปรากฎมาก่อนในชีวิต บอกได้คำเดียวว่า ผะอืดผะอมมาก

ในเดี่ยว 7.5 ที่เพิ่งเล่นจบไปที่เชียงใหม่ ปรากฎว่ามีภาพ ๆ หนึ่งปรากฎขึ้นมา ถ้าใครที่ได้ไปชมคงจำได้ เป็นภาพของอุดม แต้พานิชจูบปากกับจระเข้ หลายคนสงสัยว่าเป็นภาพจริงหรือเปล่า เพราะคิดว่าต่อให้เงินเป็นล้าน รับรองโน้สอุดมคงไม่เอาชีวิตตัวเองไปเสี่ยงอย่างแน่นอน

โน้ส อุดม: จริงครับ จระเข้ตัวจริงครับ คือต้องบอกอย่างนี้ครับในระหว่างตอนที่เขียนบทไป ก็นึกถึงจระเข้สตัฟฟ์คือเคยเห็นอยู่ที่เขาขายโชว์ เป็นจระเข้ตัวเล็ก ทีมงานก็บอกว่า พี่ครับจะไปหาอันที่เป็นตัวใหญ่ ๆ 2-3 เมตรอย่างที่พี่ว่าได้ไง เราก็เฮ้ยขอร้องตัวจริงคงไม่มีใครไปเล่นหรอก มึงต้องไปหามาให้ได้ น้องก็ดิ้นรนไปหากันจนกระทั่งมาบอกว่าเจอแล้วที่ฟาร์มอุทยานหินล้านปี เจอจระเข้ยักษ์ตัวหนึ่ง ใหญ่มาก แต่พอไปถึงสถานที่จริง ๆ มันดันสตัฟฟ์ ดัดเป็นท่าอยู่ ทาเชลแล็ค

ต้อม ยุทธเลิศ: ไม่เหมือน มันยกขา ไอ้พวกในบ่อมันตัวราบ แนบติดพื้น

โน้ส อุดม: พอไปถึงหน้ากอง มันถ่ายไม่ได้จริง ๆ แล้ว ที่นี้ไอ้ตัวผกก. มันก็เลยกดดัน เอ้าเร็ว ๆ ร้อน เดี๋ยวคนดูจะเข้ามา ไม่มีว่าจะห่วงเพื่อน จะถูกจระเข้จับกินไหม กัดไหม ไม่มี

ต้อม ยุทธเลิศ: อ๋อ ผมไม่ได้เขียนบท (หัวเราะ) ถ้าผมเขียนผมก็คงจะไม่เขียนให้ไปยุ่งกับจระเข้ ๆ แน่ ๆ

แล้วคุ้มไหมถามจริง ๆ ลงไปเล่นกับจระเข้ตัวเป็น ๆ

โน้ส อุดม: เดี๋ยวคงต้องบอกก่อนว่าทำไมต้องลงไปบ่อจระเข้ คือไอ้ตึ๋งเนี่ยชีวิตกลางวันของมันคือทำงานในบ่อจระเข้ โชว์ๆ ผมใส่ลงไปเพราะว่าเป็นอาชีพที่น่าสนใจ ทำงานกับฝรั่ง เรียกร้องความสนใจ เพราะตัวมันในเรื่องเป็นคนที่เรียกร้องความสนใจ จริง ๆ แล้วยังไม่ควรลงไปในบ่อจระเข้ เพราะในบ่อมีจระเข้7-8ตัวแล้วแต่ละตัว ตัวใหญ่มาก ไม่ลง ในชีวิตผมกลัวอยู่2อย่างคือแมลงสาบและจระเข้ แล้วพอถึงเวลาที่จะต้องเข้าไปจริง ๆ เหงื่อที่มือออกมาเยอะมาก มันไม่ไหวจริง ๆ คือทำใจไม่ได้ แล้วไอ้นี่(พี่ต้อม) มันก็เร่งอยู่นั่นแหละ แต่เราก็คิดนะว่าพรานจระเข้เขาก็เล่นได้ต้อมมีเทคนิคพิเศษ ผมก็เลยไปถามพี่หัวหน้าบ่อ พี่ครับพี่ทำอย่างไรมันถึงไม่กัดพี่ ทำไมมันไม่ไต่ ๆ ขึ้นมาแล้วมางับขาพี่ อ๋อเขาบอกว่าพี่ทำอย่างนี้มา10ปีแล้ว เอางี้น้องเข้ามาก่อนไม่ต้องกลัว ลากผมเข้าไปในกลางบ่อจระเข้ ซึ่งจะมีจระเข้ลอยคออยู่ บางตัวแปะอยู่บนพื้นเลยนะ น้องยืนอยู่นี่ พี่เขาบอกว่าไม่เป็นไรน้อง ไม่เป็นไร พี่ยืนคุ้มกันอยู่ น้องพี่ทำมา 10 กว่าปีแล้ว จระเข้รู้จังหวะการเดินของเรา มันวัดจากเสียงสะเทือนเวลาเราเดิน ใครเข้ามาในบ่อ มันจำกลิ่นเราได้ แล้วผมหละพี่ นั่นนะซิ งั้นน้องรีบไปเอาน้ำมาวักตัวก่อน น้ำตรงไหนครับ น้ำตรงนั้นเลย แล้วจระเข้ลอยคออยู่ลองนึกดูซิ ผมก็ไปวัก ๆ เพื่อให้จระเข้ชินกลิ่น พี่ครับแล้วพี่ทำอย่างไรเอาหัวยื่นไปเอามือยื่นแล้วแล้วจระเข้ถึงไม่แว้งมากัดพี่ น้องครับมันไม่กัดหรอก ไม่จริงพี่ ผมเคยดูรายการทีวี x-cite ประเทศไทยด้วยครับ อ้าปาก เอาหัวยื่นเข้าไป เหงื่อหยด 1 หยด มันงับแล้วบิดเป็นเกลียวกุ๊บ ๆ ๆ ๆ อันนั้นนาน ๆ มันจะทำสักทีหนึ่ง (หัวเราะ) แล้วผมจะรู้ได้ไงว่าตัวนี้จะทำรึเปล่า พี่ทำมา 10 ปี ผมขอถามตรง ๆ พี่อย่าโกหก พี่เคยพลาดรึเปล่า น้องเอ้ย ครั้งเดียวเอง มันทำอะไรครับพี่ พี่ยื่นหัวเข้าไปแล้วพอกำลังออกมามันงับกรามพี่ เย็บหลายสิบเข็ม อ้าวแต่พี่ยังโดนงับ น้องไม่ต้องกลัว พี่อยู่ (หัวเราะ) เกี่ยวอะไรกัน เอ้าน้องลองจับมันก่อน ลองคุ้น ๆ ก่อน จระเข้มันก็มา มือผมไม่กล้าอยู่แล้ว พี่ครับตอนพี่แสดงผมเห็นพี่จะมีไม้ เป็นไม้มนต์ ๆ อยู่ไหนครับ อยู่ในน้ำ ไปคุ้ยให้เขาหน่อย (หัวเราะ) ผมก็พี่ครับพี่ท่องมนต์อะไรเห็นก่อนจะทำพี่มี มีวนอย่างนี้ (ทำท่า) แล้วปาดปื๊ดป๊าด แล้วมีพึมพำ น้องเป็นแอ็คติ้ง ในบ่อนี้ไม่มีมนต์อะไรหรอก มีแต่ใจอย่างเดียว

ต้อม ยุทธเลิศ: ผู้กำกับไม่มีสิทธิ์ลงบ่อครับ

โน้ส อุดม: เหงื่อออกที่มือ จะอาเจียน ต้องมีแต่งชุดจระเข้ มีของปลอมที่เขาเตรียมไว้ มันแข็งเลยไม่เหมือน ของปลอมจะตัวเหลือง ๆ ครั้งแรกที่ลง แล้วคนดูจริง ๆ ด้วย มันลากกูลงน้ำ ทำเป็นกล้าไปจับหางด้วย แล้วมันสู้ มันลากกูไป มันลากกูลงน้ำ ต้องทำเป็นว่าตัวเองสุดยอด เพราะกล้องถ่ายอยู่ นี่คือโลกมายาจริง ๆ ครับ ดูมันนอน แล้วดักซ้ายขวา พี่โน้สตัวเท่าหางจระเข้

ต้อม ยุทธเลิศ: อันนี้มีความกล้าอย่างเดียวไม่ได้ ต้องโง่ด้วย

โน้ส อุดม: ไอ้ตัวข้างหลังเห็นไหม มันเล็งอยู่ ในใจมีแต่ความกลัวล้วน ๆ หัวใจเต้นแรงมาก ฝันกลับความรู้สึกสุด ๆ ผมดันน้องเขาไปข้างหน้าอย่างน้อยก็กินซูชิ กันไปก่อน จุ๊บจมูกจระเข้ ไม่มีในบทนะครับ แต่มี ผกก.ใจ…

ต้อม ยุทธเลิศ: มันต้องถึงครับ เราทำอะไรไม่ถึงไม่ได้

โน้ส อุดม:จริง ๆ เทคแรกก็อยู่ ๆ แล้ว มึงจะเทคอีกทำไม

ต้อม ยุทธเลิศ: เพื่อความสมบูรณ์ของภาพยนตร์

โน้ส อุดม: มันนะต้องการให้จระเข้งับขาผม เพื่อจะได้ทำข่าวให้เรื่องนี้มันดัง ๆ มันเป็นคนมีจิตใจอย่างนี้แหละไม่ เรื่องนี้เรื่องสุดท้ายแล้ว ผมไม่ไหวแล้ว ที่จะทำงานกับคนที่หวังกล่องกับเงิน ไม่คิดถึงสวัสดิภาพ ผมต้องร้องเรียนไปยังสมาคมสวัสดิภาพของนักแสดง (หัวเราะ)

อย่างนี้จระเข้มีเคลิ้มกับเราบ้างไหม

โน้ส อุดม: (มองหน้าคนถาม) บางทีมันเคลิ้มเหมือนกัน จะบ้าเหรอไม่ใช่จระเข้ เพราะช่วงจังหวะที่ยื่นหน้าไปใกล้ ๆ จมูกจระเข้อยู่ตรงหน้า แล้วลมหายใจแรงมาก ๆ (ทำเสียง) ผมต้องกลั้นลมหายใจ กลัวมาก เราลงไปจูบเนี่ย เรากลัวมันจะได้กลิ่นลมหายใจเรา แล้วถ้ามันงับ มันจะขย้อน แล้วเวลามันงับ แรงงับมันจะมหาศาลมาก มันจะบิดตัว แล้วลากลงน้ำทันที ผมก็เลยถามว่าพี่ถ้ามันงับผมลงน้ำ จะทำอย่างไร เจ้าของบอกว่า น้ำมันตื้นครับ ยังไงมันไม่จมครับ เดี๋ยวเราจะช่วยกันดึงคุณออกมา ขอบใจมากนะ

กลับมาถามถึงนางเอกต่อเห็นบอกว่าหนังเรื่อง “อีติ๋มตายแน่” มีนางเอกถึง 2 คน

โน้ส อุดม: เรื่องนี้เรามีนางเอก 2 คนคือนางเอกญี่ปุ่น กับนางเอกฝั่งไทย ดูว่าทำไมต้องนางเอกญี่ปุ่น ซึ่งเลือกมากว่า 200-300 คนกว่าจะได้น้องอาซึกะ ในบทน้องเขาเล่นเป็นอิเตมิหรืออีติ๋ม นักท่องเที่ยวญี่ปุ่นที่พูดไทยไม่ได้ พูดอังกฤษก็ติด ๆ ขัด ๆ ไม่ค่อยได้

เพราะจริง ๆ ญี่ปุ่นส่วนใหญ่น่ารักทุกคน แต่อะไรถึงทำให้ตัดสินใจเลือกน้องอาซึกะ

โน้ส อุดม: ต้องบอกก่อนว่าญี่ปุ่นไม่ได้น่ารักทุกคนนะ บางคนหน้าตาสวยแต่เดินขาโก่ง บางคนได้ส่วนหนึ่ง บางคนช่วงล่างดี ช่วงบนไม่ดี แต่น้องคนนี้ครบเครื่อง

แต่ไม่ได้มีแค่นางเอกฝั่งญี่ปุ่น เพราะมีนางเอกฝั่งไทยด้วยคือ “น้องคริส หอวัง”

โน้ส อุดม: ส่วนนางเอกฝั่งไทยก็มีดีไม่แพ้กัน เป็นดีเจเป็นวีเจ เป็นนางแบบ หน้าอย่างนี้ทำอย่างอื่นไม่ได้แล้ว เป็นชาติอื่นไม่ได้แล้ว เกิดมาเพื่อทำสิ่งนี้ ดูเวลายิ้มเหลืออะไรไหมครับ บางคนบอกว่าน้องคริสเหมือนวงนกแลมากเลย

(อย่ากระนั้นเลยเราชวนน้องคริสที่อยู่ในกองถ่ายด้วยมานั่งคุยกับเราเลยดีกว่า)

คริส รู้สึกอย่างไรที่เป็นดีเจ ครูสอนเต้น อยู่ดี ๆ ถูกพี่ ๆ เขาชวนมาเล่นหนัง จำได้ไหมวันแรกที่โดนชวนรู้สึกอย่างไร

คริส: จริงๆแล้ววันแรกที่พี่อร (เอมอร ชนะภัย) ซึ่งเป็นโปรดิวเซอร์โทรมาหาคริส บอกว่าให้มาคุยกับพี่ต้อมหน่อย เพราะมีหนังอยู่เรื่องหนึ่ง พี่ต้อมอยากให้คริสเข้ามาลองอ่านบทดู พอรู้หนูก็รู้สึกตื่นเต้นมากเลย เพราะว่าหนูยังไม่เคยเล่นหนัง ไปถึงออฟฟิศ นัดเที่ยง หนูก็ไปถึงเที่ยง ปรากฎว่าออฟฟิศปิด หนูก็พี่อรค่ะหนูจำผิดวันรึเปล่าค่ะ หนูก็ตื่นเต้น พี่อรก็บอกว่าเดี่ยวพี่โทรตามให้ คริสไปกินไอติมก่อนนะลูก พี่อรโทรมาบอกว่าพี่ต้อมถึงแล้ว เข้ามาเลย พี่ต้อมบอกว่าพี่ขอโทษ พี่อยากให้คริสเล่นมาก ๆ แต่พี่ลืม (หัวเราะ) เอาบทไปอ่านก่อนนะ แค่นี้เลยเหรอค่ะ ไม่ต้องแคส ไม่ต้องทำอะไรให้พี่ดูเลยเหรอค่ะ พี่ต้อมบอกไม่ต้อง ในบทคริสเล่นเป็นกะเหรี่ยงนะ เหรอค่ะพี่ แล้วหนูเป็นกะเหรี่ยงที่เข้ามาอยู่ในกรุงเทพแล้วเหมือนพยายามจะอินเทรนด์แล้ว เป็นหนังตลก ไม่..คริสเล่นเป็นกะเหรี่ยง แล้วหนังเล่นกับใคร อ๋อไอ้โน้สมันเขียน คริสเอาไปอ่านก่อน กลับบ้านไปอ่าน แล้วก็คิดเหมือนกันว่าเอ๊ะจะยังไงดีนะ แต่ที่ต้องเล่นเพราะว่าคริสอยากทำงานกับพี่ต้อมมาก อยากทำงานกับพี่โน้สมาก คือมันเป็นประสบการณ์ชีวิตค่ะว่าจะมีกี่ครั้งที่พี่2คนเขามาร่วมงานกัน มาทำงานด้วยกัน ก็เลยถามพี่ต้อมว่าคริสเล่นได้จริงๆเหรอค่ะพี่ต้อม พี่ต้อมบอกมึงไม่ต้องทำอะไรแล้ว ไอ้โน้สบอกว่ามึงหน้าเหมือนกะเหรี่ยง

พี่โน้สดูหน้าน้องเขาแล้วรู้สึกอย่างนั้นเลยเหรอว่าน้องเขาเหมาะกับบทนี้แล้ว ไม่ต้องแคสติ้งเลย

โน้ส อุดม: คุณก็ลองดูหน้าน้องเขาดูซิครับ เล่นเป็นแขกได้เหรอ นึกภาพว่าเวลาเขาใส่หมวก ใส่ชุดใส่อะไร มาเลย ทอดตานางเอกทั่วแผ่นดินไทยไม่มีแล้วตาสระอิ หายากมาก

คริส: แล้ววันฟิตติ้งประทับใจมาก เจอทีมฟิตติ้ง เจอบอร์ดที่ทีมงานเขาวางไว้ก็จะมีว่าใครเล่นเป็นใครบ้างก็มีภาพอาซึกะเขาติดอยู่ เขาน่ารักมาก ส่วนฝั่งของคริสก็จะมีรูปคริสติดอยู่ รูปคริสเป็นรูปที่น่าเกลียดที่สุดที่หาได้ใน GOOGLE ที่คริสเองก็ยังไม่เคยเห็นมาก่อน ซึ่งวันนั้นหนูก็ได้ถามพี่โน้สเพราะเป็นวันแรกที่หนูได้เจอพี่โน้ส ก็ถามพี่เขาว่า พี่โน้สหนูเล่นได้เหรอค่ะ ไม่ต้องถาม ไม่ต้องทำอะไรทั้งนั้นละ ไปลองเสื้อก็ไปลองออกมาเขาก็จะถ่ายรูปคู่กันใช่มั้ยค่ะ ก็ยืนถ่าย ก็พี่โน้สหนูไม่รู้ว่าคาแร็คเตอร์เป็นอย่างไร พี่โน้สจะให้หนูยิ้มเป็นกะเหรี่ยงคิกขุไหม หรือจะให้หนูทำหน้างง ๆ แล้วหันหน้ามามองหน้าแล้วบอกว่าทำหน้าอย่างนั้นนะ ไม่ต้องทำอะไรหันกลับไปมองกล้อง หนูก็เอ๊ยังไง คริสหน้าตาอยู่พม่าจริงๆ ใช่มั้ยเนี่ย

โน้ส อุดม: คือไม่อยากให้เขาเพิ่มเพราะบางคนมีคุณสมบัติอย่างนั้นอยู่แล้ว พอไปพูดอะไรแล้วเขาไปเติม เดี๋ยวมันจะเยอะเกินไป ทั้งหน้า ทั้งวิธีการ การเอ๋อ ๆ นิด ๆ เหมือนไม่ค่อยเข้าใจอะไร เนี่ยะคือสิ่งที่เราอยากได้จากเขา แล้วก็การพูดภาษากะเหรี่ยงของเขาอันนี้ถือว่าเขาทำการบ้านดีมากครับ

ต้อม ยุทธเลิศ: ตอนแรกคือไม่รู้ว่าเพราะอะไร ปกติเวลาที่เลือกนักแสดงก็จะต้องมีการออดิชั่นกันก่อน แต่หนังเรื่องนี้ผมพลาดไปหลายสเต็ป บอมบ์สินเจริญซึ่งรับบทเป็นเงาะเพื่อนของไอ้ตึ๋งผมก็ไม่ได้แคส ที่นี้ถ้าบอมบ์เล่นได้ ใคร ๆในโลกก็เล่นได้ เพราะแสดงว่าเวลาคนมีพรสวรรค์แสดงว่ามันอยู่ในสายเลือดจริง ๆ อย่างคริสต้องที่ได้คริสมาผมเชื่อว่า ตอนสมัยเด็ก ๆ ผมเคยไปเรียนบัลเล่ต์กับเขาครับ (หัวเราะ)

โน้ส อุดม: เรียนบัลเล่ต์ คุณยุทธเลิศ คุณเป็นเด็กจังหวัดเลย เลยไปเลยมึง มึงไปเรียนบัลเล่ต์ตอนไหน

ต้อม ยุทธเลิศ: คือผมจะเช็คการแสดงจากการพูดคุย ถ้าพูดคุยปกติกับเราแสดงว่าเขาเล่นได้ เพราะเราไม่ต้องการให้เขาแสดงอะไร คือต้องการใช้ความเป็นธรรมชาติของเขา แต่เขาก็ไปฝึกมานะ เหมือนเขาอยากมาเล่นโชว์เราก่อน ก็เลยไหนลองพูดซิ ก็โอเค แต่ดูงง ๆ เพราะว่าเขาไม่รู้ว่าเราเนี่ยะต้องการอะไร นั้นคือสิ่งที่เราต้องการคืองงๆ พออยู่งง ๆ พอเขาฉากแรกกับอุดม เราก็ลุ้นละ เพราะเราไม่เคยให้คริสเล่นอะไร

โน้ส อุดม: นี่ถ้าไม่ได้ก็งงเลยนะอีกทั้งเรื่องละ

ต้อม ยุทธเลิศ: เพราะอย่างบอมบ์สินเจริญนี่ก็เสี่ยงละ (หัวเราะ) ก็ไม่มีอะไรจะเสียละปรากฏว่าฉากนั้นเดินออกมาคุยกับอุดมว่า คริสทำให้หนังน่ารักขึ้นเลยนะ แต่ว่าเราไม่ใช่พวกชอบชมดารา กลัวคนเขาจะเข้าใจไปอีกทางหนึ่ง (หัวเราะ) เราก็ปล่อยให้น้องเล่นไป น้อง เขาก็เล่นไป เล่นไป น้องก็จะงงไปเรื่อย ๆ เอ๊เล่นดีรึเปล่านะ พี่ให้คริสเล่นใหม่ก็ได้ เราก็บอกจะเล่นใหม่ทำไม เพราะเราต้องการให้น้องเขาคงความรู้สึกนี้ไว้ตลอดเวลา ไม่ใช้เล่นไม่ดีนะ แต่ไม่เข้าใจผู้กำกับ แต่นั้นคือสิ่งที่พอดีในหนัง ซึ่งเราไม่เคยบอกเขามาก่อน

โน้ส อุดม: พอเข้ารู้แล้วเขาจะหายงงแล้ว หน้าจะฉลาดเกินไป เพราะเขามีการศึกษา ไปเรียนประเทศนอกมา พรุ่งนี้เขาจะเป็นแม้วที่เดินจิกเท้าแล้ว

มาถึงอีกคนหนึ่งที่ขึ้นชื่อลือชาว่าเล่นหนังเรื่องแรกในชีวิตเอาชื่อเสียงของวงศ์ตระกูลของสินเจริญบราเธอร์สมาวางเดิมพัน

โน้ส อุดม: อย่างคริสนี่คือการเลือกที่เราไม่คาดคิดว่าจะเจอจะได้ ส่วนคุณบอมบ์สินเจริญเป็นความผิดพลาดที่เราต้องรับไว้นี่คือรักเองช้ำเอง บอมบ์สินเจริญเกิดจากการตัดสินใจของผมเองครับ แต่เดิมบทนี้เป็นของนักแสดงอีกท่านหนึ่งที่เราไม่สามารถเปิดเผยได้ด้วยจรรยาบรรณ แต่เดิมมีแปะรูปไว้แล้วครับ ที่นี้พอกำลังจะถ่ายผมก็ไปโน้มน้าวผู้กำกับเอาไว้ว่า ผมไปเจอนักแสดงดาวรุ่งคนหนึ่ง เผอิญไปเดี่ยวด้วยกัน แล้วพ่วงไปโชว์ แล้วก็ถูกอัธยาศัย บอมบ์เขาก็บอกว่าไปซื้อที่เพิ่ม อยากมีรายได้เสริม (หัวเราะ) เราก็เออ มางั้นช่วย ๆ กัน ไปโน้มน้าวว่าเจอดาวรุ่ง จังหวะการแสดงลื่นมาก เวลาคุยกับผมเฮ้ยพี่โน้สอย่างโน้นอย่างนี้ ซึ่งในความรู้สึกของผมคือในเรื่องคนที่จะเล่นเป็นเพื่อนกันได้เหมือนมันต้องสนิทกัน อย่างบอมบ์กับผมเคยไปซิดนี่ย์ด้วยกัน เคยไปเชียงใหม่คลุกคลีกัน ลื่น มันส์สุด ๆ บอกต้อมว่าคนนี้กูขอ ซึ่งปกติไม่ควรทำอย่างนี้ ต้อมบอกมึงแน่ใจยังไงว่ามันเล่นได้ มึงมันพลิ้วมาก จังหวะมันพลิ้วจริงๆ โอเคนั้นลอง ฉากแรกถ่ายที่ไหนครับ สัตหีบ ในบทเนี่ยะผมนอนอยู่บนเตียงในโรงพยาบาลก็ซ้อมบทกันไปในระหว่างที่ทีมงานก็กำลังเซ็ทไฟรอถ่าย ช่วงซ้อมบทนี่เขาแบบว่า เดี๋ยวเลิกถ่ายนะเดี๋ยวบอมบ์จะพาพี่โน้สไปโน่นเลย โอ้โห้มุกแพรวพราว ปรึ๊ดปร๊าด อาการแบบนี้แหละที่เราต้องการคือความเป็นธรรมชาติ เราก็บอมบ์เดี๋ยวพอถึงเวลาแอ็คชึ่น เอาธรรมชาติแบบนี้เลยนะ พอผกก.สั่งแอ็คชั่น เฮ้ยไอ้เงาะเมื่อไหร่กูจะได้ออกจากโรงพยาบาลวะเนี่ยะ พี่ฮะ (เสียงสูงขึ้นจมูกมาก) ผมว่าพี่อยู่ที่โรงพยาบาลก็สบายนะฮะ ข้าวก็มีให้กิน แถมยังมีคนอาบน้ำให้พี่นะฮะ

ต้อม ยุทธเลิศ: วิญญาณหนุ่ยอำพลสิงมันทำไม (หัวเราะ)

โน้ส อุดม: พอแอ็คชั่นปุ๊บ มันเป็นหนุ่ยอำพลทันที งงเลย กล้องก็นิ่ง คือไอ้นี่ก็พี่ฮะ แล้วคีย์เสียงก็จะสูงขึ้นไปเรื่อย ๆ ลิ้นก็เริ่มจะพัน มือขวาจะยกขึ้นมาอยู่แล้ว ผกก.สั่งคัท เฮ้ยพี่โน้สผมเล่นไม่ดีตรงไหนเหรอ (เสียงปกติ) ก็นี่ไงมึงก็ช่วยพูดเสียงคีย์ปกติซิ ถ่ายใหม่เทค 2 แอ็คชั่น คราวนี้เพิ่มอะไรมารู้ไหม เสียงหายใจ ผมไม่รู้ว่าเขาจะเพิ่มเสียงลมหายใจมาเพื่ออะไร มารู้ที่หลังว่าบอมบ์สินเจริญอยากจะขับพลังที่อยู่ข้างในออกมา และที่สำคัญที่สุดเขาต้องมีไอดอลในดวงใจสำหรับเขาคือ หนุ่ยอำพล ลำพูน แล้วมันเกี่ยวอะไรกับตัวละครในเรื่อง มีฉากที่เขาเป็นพี่เลี้ยงนักมวย เราก็เข้าใจเพราะเขาบอกว่าเขาดูมวยมาเยอะแล้ว พ่อชอบดูมวย ต้องรู้อยู่แล้วว่าเวลาเข้ามุมจะเป็นอย่างไร พอถึงเวลาซ้อมก็ไม่ยอมซ้อมจะรอเล่นจริงเลย ต้อมบอกว่าเฮ้ยเวลาต่อยเข้ามุมมาต้องตื่นเต้นด้วยนะ ลุ้นเอาใจช่วยต้องไม่นิ่ง แต่พอถ่ายจริงปรากฎว่าเข้ามุมมา ไอ้บอมบ์ยืนนิ่งหอบหายใจ ผมถามเฮ้ยมึงจะไม่พูดอะไรหน่อยเหรอ นึกภาพบอมบ์สินเจริญยืนหายใจหอบ พี่ตึ๋งครับ ยังคงหายใจอยู่ ผมเลยถามว่าไอ้บอมบ์มึงเหนื่อยอะไรเนี่ยะ คัท พี่ต้อมบอกให้ผมตื่นเต้น ซึ่งมันต้องตื่นเต้นก่อนแล้วถึงค่อยพูดไดอาล็อคได้ เพราะเขาทำได้เป็นอย่างๆ แล้วพอเทค2ต้อมเขาบอกว่าคราวนี้พี่เลี้ยงต้องมีบีบนวด พี่โน้สบอกบอมบ์ สอนบอมบ์หน่อยซิว่าต้องทำไง ผมก็บอกว่าเฮ้ยนักมวยเขาจะมีอะไร เขาก็มีดึงผมกระตุ้นเลือด เอาน้ำมันทาตัวให้ร้อน ๆ มียืดกล้ามเนื้อ ทาวาสลีน บีบต้นคอ ได้ๆพี่โน้สบอกตั้งแต่แรกว่าต้องทำอะไร ไม่มีปัญหา พอผู้กำกับสั่งแอ็คชั่น ไอ้บอมบ์มันยืนหอบลมหายใจ จัดทรงผม กระตุ้นทรงผม คัท ผมถามมึงทำอะไรมึงทำอะไร บอมบ์กระตุ้นเลือดให้พี่ มึงจะจัดทรงผมทำไม เล่นไป 7-8 เทคผมเลยไปตกลงกับคุณต้อมยุทธเลิศว่า เอากล้องไปจับตรงอื่น เปลี่ยนมุมไปเลย ให้เขาเล่นไป แต่อย่าไปสนใจเขา

ต้อม ยุทธเลิศ: เวลาผมกำกับเสร็จ ผมไม่ทำอะไรได้แต่ยืนหัวเราะแล้วหันไปมองหน้าอุดมด้วยความสะใจ นี่แหละคนที่มึงเลือกมาเองอุดม

โน้ส อุดม: นี่หรือดาวรุ่งของมึง แล้วเราจะเหนื่อยกับบอมบ์มากเลย เวลาที่มีไดอะล็อคยาว ๆ เขาจะพูดครึ่งหนึ่งเท่านั้น เท่าที่เขาอยากจะพูด หรือเท่าที่เขาจำได้ หรือทำได้ทีละอย่างถ้าบอกให้เขาให้น้ำ เขาก็จะดึงผมไม่ได้ เขาทำได้ทีละอย่าง ถ้าจะบอกให้เขาให้น้ำ เขาก็จะดึงผมไม่ได้ เขาทำได้ทีละอย่าง เขาจะหายใจแรงหน่อย พอเขาหยุดหายใจเขาก็จะดึงผม ผมก็ต้องเอียงตัวหลบกล้อง แล้วพูดเสียงในลำคอว่า ให้น้ำด้วยให้น้ำด้วย คือช่วยบอกคิวเป็นฉาก ๆ เขาก็จะหยุดหายใจแล้วก็ให้น้ำ ซึ่งบทหนักจะอยู่ที่ผกก.ต้องถ่ายเอาทีละอย่างแล้วเอามาตัดต่อรวมกันเป็นภาพซ้อน (หัวเราะ)

ต้อม ยุทธเลิศ: ในบทเนี่ยพี่เลี้ยงต้องบิ๊วนักมวย เฮ้ยมาอย่างนี้ ต่อยอย่างนี้ แต่ตอนถ่ายไอ้อุดมต้องบิ๊วพี่เลี้ยง มึงต้องอย่างนี้ซิ มาทางนี้ซิ

โน้ส อุดม: ทั้ง ๆ ที่ตัวไอ้ตึ๋งที่ผมเล่นถูกต่อยตาแตกมา พอเป๊ง เป๊งนักมวยเดินเข้ามุมมาทีไรนะพี่เลี้ยงเกาะอยู่ข้างเวทีแทนที่จะหยิบถาด หยิบเก้าอี้ขึ้นมาให้นักมวยก็ไม่หยิบขึ้นมาต้องเทค หรือพอนักมวยออกจากเวที ถาด เก้าอี้มันก็ไม่เอาลงต้องเทคอีก ยังหายใจอยู่ คือถ้ายังหายใจไม่เสร็จก็จะหยิบถาดไม่ได้ เขาทำได้ทีละอย่างครับ

จริงๆไม่ได้มีแค่นี้ใช่มั้ยครับสำหรับบรรดานักแสดงที่มาร่วมสร้างสีสันใน อีติ๋มตายแน่

โน้ส อุดม: ครับก็จะมีบอยสินเจริญ, ปุ๊ยตี10, เหมี่ยวปวันรัตน์, เก่งชาติชาย งามสรรพ์ที่เคยเล่น 2499 อันธพาลครองเมือง และอีกเยอะครับ

เป็นที่รู้กันสำหรับแฟน ๆ ของต้อมยุทธเลิศ ที่ผ่านการทำหนังมาแล้วทุกแนว ทั้งหนังผี ตลก ดราม่า ชีวิต รัก สำหรับอีติ๋มตายแน่แตกต่างจากผลงานทุกเรื่องที่ผ่านมาอย่างไรบ้าง

ต้อม ยุทธเลิศ: คือมันเป็นหนังโรแมนติกคอเมดี้นะ ปกติส่วนใหญ่จะทำหนังหนัก ๆ มา อันนี้เลือกมาทำจะเป็นหนังรักเบา ๆ ของอุดม แต้พานิช เป็นความรักของคนที่ไม่เคยทำอะไรตามที่ฝันไว้ ก็จะเป็นหนังน่ารัก โรแมนติกคอเมดี้ คนดูจะได้ดูอะไร ก็น่าจะเป็นเรื่องน่ารัก ๆ นะ ได้ดูนางเอกน่ารัก ๆ คือมันเป็นผลงานที่เราคิดว่ามันเป็นหนังโรแมนติคชวนขำแสดงนำโดยอุดม ซึ่งแค่เนี่ยคือตัวหนัง อารมณ์ขำก็จะเป็นอารมณ์ขันสไตล์แบบอุดม การแสดงแบบอุดม การโชว์เขาเรียกอะไรนะ การโชว์ของอารมณ์ขันแบบอุดม เพราะว่าอุดมเป็นคนเขียนบท แต่วิธีการกำกับเป็นของยุทธเลิศ เพราฉะนั้นอารมณ์หนังมันก็คงจะเป็นการ MIX ระหว่างยุทธเลิศกับอุดมเข้าไปด้วยกัน ดังนั้นการทำงานทุกอย่างอุดมกับยุทธเลิศเลยจะต้องรวมหัวกันทุกเรื่อง ไม่ว่าจะทำโน่นทำนี่ เขียนบทไปจนถึงถ่ายโปสเตอร์ ก็เลยต้องโดดลงมาช่วยกัน สิ่งที่ดีที่สุดของหนังคือ เราต้องหาจุดร่วมที่อุดมกับผมชอบ คือยุทธเลิศกับอุดมต้องชอบด้วยกัน มันก็น่าจะเป็นสิ่งที่ดี เพราะว่าตัดไอ้ที่เราไม่ชอบ คนนั้นคนนี้ไม่ชอบก็จะตัดทิ้ง ก็จะเหลือแต่ที่เราชอบ

ฝากอะไรกับ “อีติ๋มตายแน่”

ต้อม ยุทธเลิศ: คือจริง ๆ ตั้งแต่การใช้นักแสดง หรืออะไรหลาย ๆ อย่าง เป็นครั้งแรกที่ทำงานร่วมกับอุดม เป็นครั้งแรกที่รู้จักสินเจริญจากอุดม

โน้ส อุดม: ขอโทษ เราขอโทษเรื่องสินเจริญ

ต้อม ยุทธเลิศ: (หัวเราะ) คือโปรเจ็คต์มันเกิดขึ้นพร้อม ๆ กัน ปกติหนังของผมมันจะไม่ค่อยมีหนังที่มีความอบอุ่น ที่ดูกันได้แบบอบอุ่นทั้งครอบครัว นี่คือถือว่าเป็นครั้งแรก เพราะว่าปกติหนังของผมพ่อแม่ดูด้วยกันไม่ได้ หรือเด็กดูด้วยกัน คือทำอย่างนั้นไม่ค่อยจะได้ คือความอบอุ่นแบบนี้มันทำให้ตั้งแต่นักแสดง ไปจนถึงทีมงานและผู้กำกับเกิดความรู้สึกพิเศษบางอย่างร่วมกัน หรือแม้แต่ความหยาบคาย คือหนังเรื่องนี้ทำให้ความหยาบคายที่ผมเคยมี มันหายไปหมด แต่มันจะมีอีกมู้ดหนึ่งของหนังคือความโรแมนติกคอเมดี้ที่ดูได้ทั้งครอบครัว น่าจะเป็นหนังที่จะทำให้คนดูมีความสุขกลับไปบ้าน และผมเชื่อว่าหนังเรื่องอีติ๋มตายแน่จะสามารถมีตรงนั้นให้ได้ แล้วเราก็เลยอยากจะทำยังไงอยากให้คนไทยทุกคนได้ดูหนังแบบนี้กัน เพราะว่าบ้านเมืองเราเจออะไรที่หยาบ อะไรที่รุนแรงแบบนี้ค่อนข้างเยอะ เราไม่อยากจะซ้ำเติมด้วยภาพยนตร์อีกต่อไป คงจะเหลืออีติ๋มตายแน่นี่แหละที่เป็นทางออกของความอบอุ่น

โน้ส อุดม: ของสังคมตอนนี้เลย

ต้อม ยุทธเลิศ: ใช่ครับ ก็เลย สิ่งที่ทำมาทั้งหมดและความตั้งใจทั้งหมดที่ทำมา คิดว่าหนังเรื่อง “อีติ๋มตายแน่” น่าจะถ่ายทอดได้ในความอบอุ่น ความนุ่มนวลที่สุดเท่าที่ผมสามารถทำมา

แล้วน้องคริสละครับฝากผลงานหนังเรื่องแรกในชีวิต

คริส: ก็อยากให้พี่ ๆ ไปดูกันและชวนเพื่อน ๆไปดูกัน เรื่องนี้เป็นหนังรักที่พอดีมีพี่โน้สเป็นคนเขียนบท พี่โน้สก็เลยใส่คาแร็คเตอร์ความเป็นตัวพี่โน้สเข้าไปในหนังเยอะมาก แล้วมีพี่ต้อมด้วย มันก็เลยกลายเป็นหนังรักที่มีความตลกอยู่ในเรื่องรับรองว่าดูได้ทั้งครอบครัวเหมือนอย่างพี่ต้อมบอกค่ะ ขอให้สนุกกับอีติ๋มตายแน่ค่ะ

หนังเรื่องนี้กลั่นออกมาจากสมอง ความคิดไอเดียของโน้สอุดม แต้พานชิอยากฝากบอกอะไรกับคนดูบ้าง

โน้ส อุดม: ผมคงไม่เชียร์หนังแล้วนะครับ ผมพูดตรง ๆ เลยละกัน เพื่อนผมทำหนังไม่กำไรมาแล้ว 3 เรื่องติดต่อกัน จะโหดร้ายไปไหม ถ้าจะปล่อยให้เขาประสบชะตากรรมแบบนั้นอีก เพื่อนผมตัวเล็ก ๆ ไหนจะมีบุตรแล้ว ไหนจะรถเข็นของลูก ชีวิตรันทดมาก (หัวเราะ) โปรดช่วยกันออกมาสนับสนุน ผกก. ที่มีฝีมือคนหนึ่งที่กำลังตกทุกข์ได้ยาก ในยุคตอนนื้ ยุทธเลิศ สิปปภาค ฝากไว้ในดวงใจด้วย ขอบคุณครับ

รีวิว

“ต้อม-โน้ส” เมาท์กระจายกับ “อีติ๋มตายแน่”  

ใช่ “ก็แค่ตามหัวใจตัวเองไป” หรือ “Follow your heart” วลีง่าย ๆ แต่ทำยาก – บทสรุปของเรื่องที่ออกจากปากเจ้าของร้านอาหารผู้สอนเชิงมวยอันจริงแท้ด้วยกีฬาลูกขนไก่ให้แก่นักมวยโชว์ไก่กาผู้มีปัญหากวนใจจากสาวกะเหรี่ยงข้างกาย และปัญหารักแรกพบจากสาวปลาดิบรุมเร้า จนเจ้าตัวต้องหาทางออกปลอบประโลมตัวเองด้วยการคุยกับหมาข้างถนนพัทยา จนกระทั่งรนหาที่อย่างไม่เจียมตัวกับฮีโร่ทุเรียนเน่าของตน

เอ๊ะ แล้วนักมวยห่วย ๆ, อาจารย์แบดมินตันสุดลุ่มลึก, สาวดอยตาหยีแสนดี, สาวโออิชิตาแป๋วเคลือบยาพิษ, นักชกฮีโร่จอมฉวย, หัวใจโทรม ๆ กับหมาจรจัด พลัดหลงมาเกี่ยวข้องกันได้ยังไง ไปตีตั๋วดูเองดีกว่าครับ

ตึ๋งนักมวยชกโชว์พัทยา อยากจะเป็นฮีโร่ขึ้นมาอย่างใครเขา เห็นสะท้านฟ้าเท่ห์เลียนแบบเอา หวังเป็นเป้านำทางสู่ดารา วันหนึ่งได้พบนางในฝัน อิเตมิคนนั้นที่ใฝ่หา จู่ ๆ เธอก็เดินหลงเข้ามา อยากรู้ว่านี่จริงหรือฝันไป ฝันหวานไม่นานก็จบ เมื่อเธอพบกับคนที่เด่นกว่า คน ๆ นั้นคือฮีโร่ที่ศรัทธา สะท้านฟ้าสะท้านใจทำไงดี มะขิ่นคนดีอยู่ใกล้ ๆ กลับมองข้ามหัวไปได้เสียนี่ กว่าจะรู้ว่าตนมีของดี อาจจะถึงวันที่สายเกินไป

“อีติ๋มตายแน่” เล่าเรื่องราวเป็นไปตามทุกตัวอักษรของกลอนด้านบนที่แต่งโดยผู้เขียนบทของเรื่องอย่าง “โน้ส อุดม แต้พานิช” ไม่มีอะไรผิดเพี้ยน ไม่มีอะไรแตกต่าง ไม่มีอะไรหลอกกันเล่นเลย…จริง ๆ ครับ

เรื่องง่าย ๆ ดำเนินไปอย่างผ่อนคลาย ด้วยเสน่ห์ของนักแสดงแบบสบายตา ภาพกว้างอย่างสบายใจ และเพลงจี๊ดใจไพเราะเสนาะหูอยู่ถูกที่ถูกจังหวะ ดูไปยิ้มไปกับมุขน่ารักน่าชัง ระคนขำกระจายกับมุขฮาก๊าก และตบท้ายด้วยอารมณ์ซึ้งสุขสันต์ ไม่มีฟูมฟายเกินพิกัด เข้าข่าย “ยิ้มขำเริงระรื่น น้ำตารื้นระริน”

ไหงเป็นอย่างงั้นไปได้ อารมณ์ในหนังมันเป็นอย่างงี้จริง ๆ หรือ ไปตีตั๋วดูเองดีกว่าครับ

ตึ๋ง” ชายหนุ่มผู้เป็นชาละวันโชว์หลอกล่อจระเข้ในตอนกลางวัน และผันเปลี่ยนเป็น “ฟ้าสะท้าน ส. สะพานปลา” นักมวยโชว์ลวงหลอกนักท่องเที่ยวในตอนกลางคืน

“ตึ๋ง” ชายหนุ่มผู้ผิดหวังกับความรักในอดีตอันก่อเกิดเป็นความขลาดหวาดระแวงในเรื่องรัก จนสร้างปมความรักของตนขึ้นมาเพื่อหลอกล้อให้ตัวเองรู้สึกดีและลวงเล่นให้ผู้อื่นรู้สึกผิดแบบ “เจ็บนิดปวดนาน”

“ตึ๋ง” ชายหนุ่มผู้มีไลฟ์สไตล์ที่ไม่มีอะไรเข้ากับตัวเองเลยซักกะอย่าง…หัวทองอินเตอร์, เสื้อผ้าสตรีทแวร์, มอเตอร์ไซค์แฮนด์จับตั๊กแตน…เลียนแบบนักชกฮีโร่นามกระเดื่องเลื่องลือระบือทั่วพัทยา

“ตึ๋ง” ชายหนุ่มผู้ไม่มีอะไรดีที่โชคชะตาเล่นตลกให้วกมาเจอนางฟ้าจากเมืองปลาดิบ-หญิงสาวผู้ที่เขาตกหลุมรักตั้งแต่แรกพบ

ดูเหมือนอะไร ๆ จะดีขึ้น เขากำลังจะเริ่มต้นก่อร่างสร้างดินแดนแห่งรักครั้งใหม่ของเขา

“อิเตมิ” สาวน้อยแจ่มเป็นนิจ (Japanese) ผู้หลงเสน่ห์น้ำปลาในขวดโคล่าและน้ำส้มสายชูในขวดแฟนต้า พอ ๆ กับเริงร่าในกลิ่นเหงื่อและความแข็งแกร่งของนักมวยไทย

“อิเตมิ” สาวญี่ปุ่นเรียวขางามด้วยรองเท้าบู้ท พูด-เขียนไทยได้นิดหน่อย อ่อยความรักโดยไม่รู้ตัว หรืออาจระรัวรักตามใจต้องการ

“อิเตมิ” หญิงสาวอาโนเนะอย่างเป็นธรรมชาติ สาดรสโออิชิหยอกนักมวยกระจอกเสียอยู่หมัดแล้วซัดหัวใจไอ้ตึ๋งให้สติขาดผึงลงทันใด

ดูเหมือนอะไร ๆ จะเป็นไปตามอารมณ์ชั่ววูบ เธอกำลังเป็นตัวก่อเรื่องวุ่นวาย หรือคลี่คลายให้ชายหนุ่มคนเดิมผู้ครีเอทฉายาใหม่ว่า “ตึ๋ง ตึ่งตึ้งตึ๊งตึ๋ง” ได้ตาสว่าง ตัดความขลาด และกล้าที่จะเปิดใจให้ลองรักอีกซะที

“มะขิ่น” สาวกะเหรี่ยงผู้มียาดม-ยาอม-ยาหม่องคล้ายเนื้องอกติดกายเพื่อขายแก่เหล่านักท่องเที่ยวประทังชีวิตไปวัน ๆ

“มะขิ่น” สาวกะเหรี่ยงที่ไม่รู้อะไรดลใจให้ชอบมาอยู่ข้างกายไอ้ตึ๋งผู้รู้สึกว่า “อีเนื้องอกนี่ช่างดัดจริตน่ารำคาญสิ้นดี” แต่เมื่อตัดออกไปแม้ไม่ตายสิ้นชีพไอ้ตึ๋ง แต่ก็นำมาซึ่งความไร้ชีวิตชีวาสิ้นดี เจอแบบนี้เข้าไปกว่าจะคิดได้ “ไอ้ตึ๋ง (ก็เกือบ) ตายแน่” ซะแล้ว

“มะขิ่น” สาวกะเหรี่ยงผู้ร้องเพลงชาติไทยไม่ชัด แต่ก็ได้หยิบยื่นยาดมให้ไอ้ตึ๋งได้ลิ้มลองกลิ่นใหม่และสูดซ่านไปถึงขั้วหัวใจ พร้อมวลีเด็ด “ไปตามหาแล้วเสียใจ ยังดีกว่าเสียใจที่ไม่ไปตามหา”

ดูเหมือนอะไร ๆ จะเป็นไปตามที่ “หัวใจเรียกร้องอย่างแท้จริง” แล้วล่ะ

“ตึ๋ง-อิเตมิ-มะขิ่น” 3 ตัวละครสำคัญในวังวนแห่งความรักด้วยบรรยากาศอันแสนวุ่นวายของพัทยาที่ให้อารมณ์โคตรเหงาของมนุษย์ธรรมดา ซึ่งถูกแวดล้อมไปด้วย ฮีโร่จอมปลอม, คู่หูมวยรองบ่อน (ร่างอวตารของสายัณห์จาก “บุปผาราตรี”), เจ๊เจ้าของบาร์เบียร์ปากร้าย (เจ๊สี่ย้ายถิ่นพำนัก), สาวพัทยาฟันยื่นคู่กรรมของไอ้ตึ๋ง (กำเนิดใหม่ของผีสาวพม่าใน “โกยเถอะเกย์”), นักมวยพม่าเจ้าของเสียงร้อง “รักคนชื่อติ๋ม” และประโยคจิกกัดอันเจ็บแสบเกี่ยวกับโบราณสถานมรดกโลกฉาวโฉ่แห่งนั้น…เครื่องปรุงรสชั้นดีของเรื่องรักธรรมดาแต่สุดโรแมนติกเรื่องนี้

นอกเหนือความพลิ้วไหวไหลลื่นจากการแสดงของหลากหลายคาแร็คเตอร์ดังกล่าวที่มาจากบทภาพยนตร์อันเรียบง่ายแต่เต็มไปด้วยความจริงแท้แสนธรรมดาที่ไม่ธรรมดาแล้ว งานกำกับภาพยนตร์ชิ้นที่ 9 ของ “ยุทธเลิศ สิปปภาค” (ครั้งแรกที่ไม่ได้กำกับจากบทของตัวเอง) นี้ ก็ “ธรรมดาที่ไม่ธรรมดา” เช่นกัน

ยุทธเลิศเอาอยู่ เอาอยู่ และเอาอยู่ใน (เกือบ) ทุกจังหวะของหนังจริง ๆ แม้จะมีบางฉากที่ปล่อยยาวแล้ว “แป้ก” อยู่บ้าง (เช่น ฉากสาวฟันยื่นด่าไอ้ตึ๋ง) แต่โดยรวมแล้วทุกอย่างดูลงตัวไร้ความกดดันในการกำกับที่ยังคงสไตล์เสียดเย้ยอย่างขำขำอยู่ด้วยมุขที่ทันสมัยสดใหม่ ทุกฉากดูสนุกไม่ติดขัดด้วยอารมณ์ “โรแมนติกปนขำ” อย่างที่หนังเป็นและนำเสนอออกมาโดยไม่มีการล่อหลอกคนดูให้เข้าโรง แล้วหักดิบอารมณ์ด้วยหนังคนละม้วนแต่อย่างใด

หน้าหนังก่อนเข้าโรงอบอวลด้วยอารมณ์เช่นใด ผู้ชมก็จะได้รับอารมณ์ตอบกลับมาหลังหนังจบ…เช่นนั้น

“อีติ๋มตายแน่” ที่กลับไปใช้โลเกชั่นพัทยาอีกครั้งหลังจาก “สายล่อฟ้า” ให้ผลลัพธ์ทางด้านเนื้อหนังในระดับที่น่าพอใจเอามาก ๆ “สุโค่ย” ได้ใจหลาย ๆ

และไม่ว่าผลลัพธ์ทางด้านรายได้จะออกมาอย่างไร จากนี้ถ้าใครถามหาชื่อผู้กำกับสุดโรแมนติกแห่งโลกหนังไทยหลากแนวแล้วล่ะก็ ไม่ต้องแกร่วมองหาไกล ตอบไปได้เต็ม ๆ ปากเลยว่าก็ “ต้อม ยุทธเลิศ” คนนี้ไง

จาก “กุมภาพันธ์” (โรแมนติกดราม่า), “สายล่อฟ้า” (โรแมนติก แอ็คชั่น คอเมดี้), “กระสือวาเลนไทน์” (โรแมนติกสยองขวัญ) มาจนถึงเรื่องล่าสุดนี้ ถือเป็นเครื่องพิสูจน์ได้เป็นอย่างดี

อาจจะดูเหมือนเชียร์ออกนอกหน้า แต่มันก็แค่ความคิดเห็นของคน ๆ หนึ่ง ที่แค่อยากจะบอกว่า “ไปดูแล้วเสียใจ ก็ยังดีกว่าเสียใจที่ไม่ไปดู (ในโรง)”

ไม่มีใครบังคับความต้องการของใครได้ “ก็แค่ตามหัวใจและความอยากดูของตัวเองไป” ก็แค่นั้นเองครับ

Share this article :

แสดงความคิดเห็น