แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พ.ศ. 2548 แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พ.ศ. 2548 แสดงบทความทั้งหมด

แค่เพื่อนค่ะพ่อ

 

โปสเตอร์หนัง แค่เพื่อนค่ะพ่อ

ผู้กำกับ : วีรพงษ์ กาญจนานิจ

เนื้อเรื่องย่อ: มีน เด็กหนุ่มวัยรุ่น อายุ 16 ปี ได้ย้ายบ้านจากกรุงเทพมาอยู่ต่างจังหวัด เนื่องจากอาชีพของพ่อมีน ด้วยความที่มีนค่อนข้างจะเรียบร้อยจนดูว่าไม่ค่อยมีปากมีเสียงกับใครเขา แถมยังเป็นเด็กจากกรุงเทพเสียอีก จึงเป็นจุดสนใจของเด็กนักเรียนเจ้าถิ่นอย่างอู๊ด แอนด์ เดอะแก๊งค์ อันประกอบไปด้วย อู๊ด เด็กหนุ่มหัวโจก แม้ว่าภายนอกจะดูค่อนข้างเกเร แต่ก็มีจิตใจดี รักยายตัวเองเป็นที่สุด, ตี๋ ลูกไล่ของอู๊ด และแว่น นักประดิษฐ์ประจำกลุ่ม คอยกลั่นแกล้งสารพัด มาวันหนึ่งมีนได้ช่วยเหลือย่าของอู๊ดจากการเป็นลมไว้จึงทำให้ทั้งสองเริ่มเข้าหากัน และกลายเป็นเพื่อนสนิทต่อมา

เช่นเดียวกับวัยรุ่นทั่วไป มีนไปชอบเด็กหญิงคนหนึ่งชื่อฟาง ฟางเป็นนางรำของโรงเรียนและสิ่งนี้เองที่เป็นสาเหตุให้มีนแอบชอบฟางนับแต่เห็นครั้งแรก แต่ว่าทุกอย่างไม่ได้ง่ายดายนัก เพราะว่าการจะเข้าให้ถึงฟางนั้นต้องผ่านด่านสาหัสมาให้ได้ก่อน ซึ่งก็คือ กำนันเปี๊ยก พ่อของฟางนั้นเอง เนื่องจากฟางเป็นลูกคนเดียว กำนันเปี๊ยกจึงให้ความดูแล ทะนุทนอมอย่างมาก แม้ว่าฟางเองจะดูมีใจให้กับตัวมีนไม่ใช่น้อย ภาระสำคัญจึงต้องตกมาเป็นหน้าที่ของอู๊ดและเพื่อนในการหาวิธีให้มีนผ่านกำนันเปี๊ยกไปให้ได้ ทั้งช่วยงานในฟาร์ม สรรหาวิธีหลอกล่อสารพัด จนกระทั่งเป็นเหตุให้กำนันเปี๊ยกเสียหน้าครั้งใหญ่ต่อหน้าครูอาจารย์ พาลโมโหถึงขนาดไม่ให้ลูกสาวมาโรงเรียนเพื่อจะได้ไม่ต้องมาเจอกับมีนอีก

ถึงมีนจะยังคงเสียใจกับเรื่องที่เกิดขึ้นมากเพียงใด มีนก็ยังคงพยายามหาหนทางเพื่อให้เขาและฟางได้กลับมาพบหน้าพูดคุยกันอีกครั้ง แล้วมีนก็ได้ตระหนักว่าอุปสรรคครั้งนี้ไม่ได้อยู่ที่พ่อของฟางอีกต่อไป แต่อยู่ที่ตัวของฟางเองต่างหาก !!!

นักแสดง:

พร้อมพล สิทธิมงคล .... มีน 

กนกวรรณ ธนันไชย .... ฟาง 

ธนมิตร เรืองหิรัญ .... อู๊ด 

เอกพล ปิญชากุล .... แว่น 

จักรพงษ์ ตันรัตนกุล .... ตี๋ 

อนุรักษ์ ขุนปัญญา .... โจ 

วันที่เข้าฉาย: 9 กุมภาพันธ์ 2549

คนระลึกชาติ

 

โปสเตอร์หนัง คนระลึกชาติ

ผู้กำกับ : โมนา นาล์ม

คำโปรย : หนึ่งชาติล่าหนึ่งชีวิตขอพลิกชะตาหยุดความตาย

เนื้อเรื่องย่อ: ต้อม (เอนดริว เกรกสัน) เจ้าของธุรกิจ กำลังขับรถนำสินค้าตัวอย่างไปส่งให้ลูกค้า ระหว่างทางเกิดประสบอุบัติเหตุ รถที่เขาขับมาเสียหลักตกสะพานและตัวเขาเองจมลงสู่ใต้น้ำพร้อมกับ ก่อนที่สติจะดับไป เขาเห็นเงาลางๆ ของพระรูปหนึ่งยืนอยู่ริมฝั่ง และได้ยินเสียงพูดที่แปลกประหลาด จากพระรูปนั้น ซึ่งจับใจความอะไรไม่ได้ ต้อมรู้สึกตัวอีกครั้งที่โรงพยาบาล เพราะได้รับการช่วยเหลือจาก พิม (พิยดา อัครเศรณี)หญิงสาวที่ไม่เคยรู้จักกับเขาเลย แต่พิมเองกลับอาการโคม่าอย่างแปลกประหลาดทั้งๆที่ร่างกายก็ไม่มีอะไรผิดปรกติ แต่เธอกลับไม่ฟื้นคืนสติ

หลังจากเกิดเหตุการณ์นี้ต้อมฝันแปลก ถึงพระที่ต้อมมองเห็นที่ริมน้ำมาบอกว่า เรื่องที่เกิดไม่ใช่อุบัติเหตุ และการที่พิมผ่านมาช่วยก็ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ทั้งหมดเป็นกรรมเก่าที่เขาและพิม เคยร่วมทำกันมาตั้งแต่ชาติปางก่อน ต้อมจะต้องหาทางช่วยชีวิตพิม เพื่อแก้ไขกรรมที่เคยก่อร่วมกันมา แต่เขากลับตื่นขึ้นมาเห็นว่าเป็นเพียงความฝัน หลังจากนั้นต้อมก็ยังได้ยินเสียงแปลก และพบเหตุอุบัติหรือเหตุการณ์ประหลาดมากมาย และเป็นเรื่องแปลกที่ว่าทุกเหตุการณ์เหมือนกับที่ต้อมเคยคิด หรือฝันเห็นมาก่อนทั้งสิ้นต้อมเริ่มรู้สึกไม่ดี และคิดว่ากำลังจะเกิดเรื่องร้ายกับใครบางคนและใครคนนั้นเกี้ยวข้องกับตัวอย่างเลี่ยงไม่ได้

นักแสดง:

แอนดริว เกรกสัน .... ต้อม 

พิยดา อัครเศรณี .... พิม 

วันที่เข้าฉาย: 22 กันยายน 2548

โรงเตี๊ยม

 

โปสเตอร์หนัง โรงเตี๊ยม

ผู้กำกับ :

ทิวา เมยไธสง

คำโปรย : เชื่อหรือไม่ ต้องพิสูจน์

เนื้อเรื่องย่อ: เรื่องราวของโรงเตี้ยมเก่า ๆ แห่งหนึ่ง มีคนอาศัยอยู่ 3 คน คือป้าแต๋ว เจ้าของโรงเตี้ยม, โหน่ง และจอร์จ โรงเตี้ยมแห่งนี้กลายเป็นที่นัดหมายของคน 3 กลุ่มที่มีจุดมุ่งหมายต่างกัน เมื่อริต้ายอมหลับนอนกับเสี่ยติ่ง เพื่อเช็ค 5 ล้าน แต่เมียหลวงรู้ทันจึงจ้าง 2 นับสืบมาตามเก็บภาพไปแบล็คเมล์เสี่ยติ่ง ในขณะที่กลุ่มสามโจรได้เดินทางมาเอาเงิน 10 ล้านที่เคยซ่อนไว้ที่โรงแรมนี้ แต่จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าเสี่ยติ่งเล่นตัวไม่ยอมเซ็นเช็คให้ส่วนสองนักสืบได้ยินคำสั่งผิด ๆ จากแค่ เก็บภาพมาให้ได้ เป็น เก็บมาให้ได้ เรื่องกลับวุ่น ๆ ยิ่งขึ้น เมื่อเงิน 10 ล้านที่ซ่อนไว้ของสามโจรหายไป ในที่แห่งนี้ได้มีคนมากมายวนเวียนกันเข้ามา ไม่ว่าจะเป็นสพชัย คนจอมซวยเข้ามาพักในโรงแรม, ไอ้จอร์จ บริกรปัญญาอ่อน ผู้ทำให้เรื่องสับสนอลหม่านเข้าไปอีก แล้วจู่ ๆ ป้าแต๋วถูกฆาตกรรมอย่างเป็นปริศนา แล้วใครคือฆาตกร ? เงิน 10 ล้านหายไปไหน ? สุดท้ายเรื่องราวจะลงเอยอย่างไร ?



นักแสดง:

ธีรดนัย สุวรรณหอม .... โหน่ง 
แองจี้ เฮลติ้ง .... ริต้า 
สายัณห์ ดอกสะเดา .... จอร์จ 
สมชาย ศักดิกุล  
เนาวรัตน์ ยุกตะนันท์  

วันที่เข้าฉาย: 27 มกราคม 2548

พยัคฆ์ร้ายส่ายหน้า

โปสเตอร์หนัง พยัคฆ์ร้ายส่ายหน้า


 พยัคฆ์ร้ายส่ายหน้า

  • Director: ฤกษ์ชัย พวงเพชร
  • Starring: เทพ โพธิ์งาม

คำโปรย : ปฏิบัติการโคตรฮาที่พยัคฆ์ร้ายต้องส่ายหน้า ชาวประชาต้องหงายหลัง

เนื้อเรื่องย่อ: เมื่อความบ้าปะทะกับความฮา พยัคฆ์ร้ายส่ายหน้าจึงไม่ใช่แค่ภาพยนตร์ฮาธรรมดา แต่แถวบ้านเรียกว่า ฮากลิ้ง เรื่องราวของสายลับปฏิบัตการพิเศษมาดเกือบเท่ห์ คนบ้า หมอผี และนางพยาบาลที่สวยที่สุดในโลก ทุกชีวิตพัวพันนัวเนียกันอยู่ในโรงพยาบาลบ้าสามวันสามคืนเพื่อค้นหามือระเบิดที่ประกาศถล่มกรุงให้ได้ทันเวลาชีวิตทุกคนและอนาคตทั้งหมดถูกแขวนอยู่ในมือของคนบ้า มีเพียงพวกเขาเหล่า “พยัคฆ์ร้ายส่ายหน้า” เท่านั้นที่จะช่วยได้


 
นักแสดง:
สุเทพ โพธิ์งาม .... สุภาพ 
ซาร่า มาลากุล เลน .... เกวลิน 

วันที่เข้าฉาย: 14 กรกฎาคม 2548

ซุ้มมือปืน

 

โปสเตอร์หนัง ซุ้มมือปืน

  • Director: สมศักดิ์ วงศ์รัฐปัญญา
  • Starring: ฉัตรชัย เปล่งพานิช, นิรุตต์ ศิริจรรยา

ซุ้มมือปืน

คำโปรย : เครือข่ายอาชญากรรม กำลังถูกทำให้ปรากฏสู่สายตาคุณ

เรื่องย่อ ซุ้มมือปืน
ซุ้มมือปืน บอกเล่าเรื่องราวผ่าน สหายแทนไท (นก ฉัตรชัย เปล่งพานิช) มือปืนรับจ้าง อดีตสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ ที่ผ่านสมรภูมิรบมานักต่อนัก จนว่ากันว่าเป็นมือปืนระดับพระกาฬที่หาตัวจับยาก เป้าหมายของเขาแต่ละรายล้วนเป็นผู้มีอิทธิพลในสังคม โดยที่หลายคนอาจไม่เคยคาดขึ้นว่า บ่อยครั้งที่จุดเริ่มต้นของความสูญเสียเลือดเนื้อ อาจเกิดจากปมความขัดแย้งเพียงจุดเล็กๆ ที่ขยายผลไปสู่วงกว้างของผู้คนหลากรายระดับชั้นในสังคม ดังเช่นที่กำลังเกิดขึ้นในครั้งนี้ ที่เริ่มต้นจากการไม่ลงรอยในเส้นทางธุรกิจระหว่าง กำนันเบิ้ม (ปื๊ด ธนิตย์ จิตนุกูล) และ หลีเม้ง (นิรุตติ์ ศิริจรรยา) เจ้าพ่อยาเสพติดรายใหญ่ โดยมีตัวกลางคือ ชบา (ตั๊ก บงกช คงมาลัย) อดีตคนรักกำนันเบิ้ม แม่ม่ายสาวที่หน้าฉากคือเจ้าของบาร์ แต่แท้จริงแล้วเบื้องหลังคือคนจัดหามือปืนให้กับผู้มีอิทธิพล ได้รับว่าจ้างให้ส่งมือปืนชั้นดี ไปเก็บขาใหญ่แห่งเยาวราชอย่างหลีเม้ง อันนำไปสู่ปมแห่งความขัดแย้ง ระหว่างผู้มีอิทธิพลทั้งในและนอกเครื่องแบบ ซึ่งเกี่ยวพันและโยงใยไปสู่ เสธ.สุพงศ์ (สมภพ เบญจาธิกูล) อีกหนึ่งตัวหมากสำคัญในโลกแห่งอำนาจ และอิทธิพลมืด โดยมี อิฐ อัมพวา (ตั้ว ศรันยู วงษ์กระจ่าง) อดีตทหารหนุ่มอนาคตไกล ผู้ผันตัวเข้าสู่วงจรอุบาทว์ และเป็นศัตรูต่างขั้วอุดมการณ์ของสหายแทนไทมาก่อนหน้า

ทุกความเคลื่อนไหวของบรรดาเจ้าพ่อทั้งหลาย ล้วนตกอยู่ในสายตาของ สารวัตรชาติ (หนุ่ม สันติสุข พรหมศิริ) ตำรวจฝีมือดีที่มีภารกิจในการกวาดล้างงานนอกระบบทุกรูปแบบ ซึ่งเขาจะเป็นผู้ที่จัดการให้วงจรอุบาทว์เหล่านี้หมดสิ้นไป หรือเลือกที่จะให้โลกของอาชญากรรม ที่เต็มไปด้วยอำนาจและเงินตราดังกล่าวคงอยู่ ทั้งนี้และนี่คือจุดเริ่มต้นของเรื่องราวของ ซุ้มมือปืน ที่ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร หรืออยู่ชนชั้นใดของสังคมก็ไม่มีสิทธิ์หลีกเลี่ยง วงจรดังกล่าวที่ค่อยๆ คืบคลานเข้าสู่วิธีแห่งการดำรงอยู่ของคุณโดยไม่รู้ตัว ดังเช่นที่เกิดขึ้นกับ ไอ้น้อย (เต้ ปิติศักดิ์ เยาวนานนท์) เด็กหนุ่มนักดนตรี ที่ชะตากรรมต้องกับเลือดและความตาย...



นักแสดง:

ฉัตรชัย เปล่งพานิช .... แทนไท 
นิรุตต์ ศิริจรรยา .... หลีเม้ง 
ธนิตย์ จิตนุกูล .... เบิ้ม 
สันติสุข พรหมศิริ .... สารวัตรชาติ 
ศรัณยู วงศ์กระจ่าง  
บงกช คงมาลัย .... ชบา 

วันที่เข้าฉาย: 3 กุมภาพันธ์ 2548

อำนวยการสร้างโดย สมศักดิ์ เตชะรัตนประเสริฐ
ควบคุมงานสร้างโดย สุพงศ์ ชวนะสุนทร
กำกับภาพยนตร์โดย สนานจิตต์ บางสพาน (ขังแปด)
บทภาพยนตร์โดย สนานจิตต์ บางสพาน
ออกแบบงานสร้างโดย ศักดิ์ศิริ จันทรังษี
กำกับภาพโดย ธีระวัฒน์ รุจินธรรม
ออกแบบเครื่องแต่งกายโดย พราวเพลิน ตั้งมิตรเจริญ
ฉายครั้งแรกเมื่อ 3 กุมภาพันธ์ 2548

ซุ้มมือปืน
เขียนโดย Deknang
เสาร์, 28 สิงหาคม 2004

"ผมอยากทำหนังแก๊งสเตอร์แบบไทย ๆ เพราะบังเอิญผมมีเพื่อนที่เป็นทั้งมือปืนขาใหญ่ นักการเมือง ข้าราชการ ซึ่งมีทั้งดีและเลวคละเคล้ากันไปตามประสามนุษย์ ก็เท่านั้นแหละ" ผู้กำกับบอกเล่าที่มาของภาพยนตร์เรื่องใหม่ของเขา

ซุ้มมือปืน คือภาพยนตร์เรื่องที่ 2 ของ "สนานจิตต์ บางสพาน" ที่ผันตัวเองจากนักวิจารณ์ปากร้ายมาสู่ตำแหน่ง "ผู้กำกับภาพยนตร์" (ที่ใครหลายคนใฝ่ฝันอยากจะเป็น) ที่ถูกด่ามาแล้วจากภาพยนตร์เรื่องแรกของเขาอย่าง "ขังแปด"

ซุ้มมือปืน คือภาพยนตร์ที่รวมนักแสดงแถวหน้าทั้งใหม่และเก่าอย่างคับคั่ง ไม่ว่าจะเป็น ฉัตรชัย เปล่งพานิช, สันติสุข พรหมศิริ, ศรัณยู วงษ์กระจ่าง, นิรุตติ์ ศิริจรรยา, สมภพ เบญจาธิกุล, ธนิตย์ จิตนุกูล, สมศักดิ์ ชัยสงคราม, โสธร รุ่งเรือง, ปิติศักดิ์ เยาวนานนท์ และบงกช คงมาลัย

ซุ้มมือปืน คือภาพยนตร์ที่บอกเล่าเรื่องราวของตัวละครในโลกอาชญากร ธุรกิจผิดกฎหมาย อำนาจ และอิทธิพลมืด ตัวหนังไม่ได้เน้นไปที่เรื่องราวของพวกมือปืนแต่เพียงอย่างเดียว แต่ยังโยงใยไปถึงระบบ หรือบุคคลที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมซึ่งล้วนหลากสีสันอาชีพ ไม่ว่าจะเป็นมือปืนรับจ้าง เจ้าพ่อ ผู้มีอิทธิพล นักการเมือง พวกในเครื่องแบบนอกรีต และแม่เล้า

"ตัวหนังถูกคิดขึ้นมาตั้งแต่ตอนทำเรื่อง 'ขังแปด' มันแว่บขึ้นมาว่า หนังต่างชาติเขาก็มีการทำเรื่องเกี่ยวกับมือปืนตั้งเยอะแยะ แต่ของไทยจะมีก็แต่เรื่อง 'มือปืน' ของท่านมุ้ย เท่านั้น ก็เลยคิดและทำหนังที่เกี่ยวกับอาชญากรรมในแบบไทย ๆ ขึ้นมาในแบบดราม่า แอ็กชั่น ซะเลย ฉากหลัง หรือภาพที่ต้องการนำเสนอก็คือ วิถีของอาชญากรในโลกอาชญากรรมแบบไทย ๆ มันเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นในโลก ประเทศไทยไม่ใช่ประเทศเดียวที่มีมาเฟียเสียหน่อย เพียงแต่ว่าเซ็นเซอร์บ้านเราจะใจกว้างหรือเปล่า ก็เท่านั้นเอง"

ภาพแรกที่เราหยิบมาให้ยลก่อนใคร ก็คือ ภาพนักแสดงสาวเจ้าบทบาทชื่อดังอย่าง "บงกช คงมาลัย" ที่คราวนี้เธอพลิกคาแรกเตอร์มาในบท "ชบา" สาวใหญ่ หน้าตาสะสวย มีเสน่ห์ต้องตาและใจชายยิ่งนัก เธอเป็นเจ้าของผับซิตี้ออฟก็อด เธอเป็นที่รู้จักในหมู่ผู้มีอิทธิพล คนมีสี เบื้องหลังของเธอคือ เอเย่นต์จัดกามือปืน ซึ่งเป็นที่รู้กันเฉพาะในหมู่ "ขาใหญ่" และหน่วยงานระดับสูงของสภาความมั่นคง และกรมตำรวจ เธอเป็นผู้หญิงที่สามารถยืนหยัดท่ามกลางขาใหญ่ทั้งหลาย ด้วยบุคลิกนิ่งๆ ดำเนินทุกอย่างเป็น "ธุรกิจ" ในแบบที่พร้อมจะทำได้ทุกอย่าง ตามเนื้อแท้ในตัวตนที่ "เอาจริง" ของเธอ

คาแรกเตอร์ "หงส์ในฝูงกา" ดู ๆ ไปแล้วช่างเหมือนชีวิตจริงของเธอยังไงยังงั้นเลย (ฮะฮ่าฮ่า)

 

ต้มยำกุ้ง

 

โปสเตอร์หนัง ต้มยำกุ้ง

  • Director: ปรัชญา ปิ่นแก้ว
  • Starring: ทัชชกร ยีรัมย์, นาธาน โจนส์, บงกช คงมาลัย, เพ็ชรทาย วงษ์คำเหลา

ต้มยำกุ้ง

ผู้กำกับ ปรัชญา ปิ่นแก้ว

วันที่เข้าฉาย: 11 สิงหาคม 2548

เนื้อเรื่องย่อ ต้มยำกุ้ง:

เรื่องราวของ "ขาม" เด็กหนุ่มบ้านป่าที่ชีวิตต้องพลิกผันโดยเงื้อมือของผู้มีอิทธิพลระดับประเทศ ที่ลักพาช้างพลายสองพ่อลูก ซึ่งเด็กหนุ่มและพ่อของเขารักดั่งชีวิต และมีความมุ่งหมายอันสูงสุดที่จะมอบเป็นคชบาทแด่ในหลวง ไปขาย ณ ประเทศออสเตรเลีย ทางเดียวที่จะช่วยเหลือและรักษาชีวิตของช้างอันเป็นที่รักของเขาได้ นั่นก็คือ การบุกตะลุยถึงถิ่นเสือ...เรื่องไม่ง่ายอย่างใจคิด แม้เขาจะได้รับความช่วยเหลือจาก "จ่ามาร์ค" นายตำรวจไทยและ "ปลา" สาวไทยที่ถูกหลอกมาขายตัวในซิดนีย์ก็ตาม แต่ที่นั่น เขากลับต้องไปพัวพันกับการไล่ล่าของแก๊งค์มาเฟียที่นำโดย "มาดามโรส" ที่มีลูกสมุนต่างชาติที่เต็มไปด้วยฝีมือทางการต่อสู้อย่าง "จอห์นนี่" และ "ทีเค" อย่างไม่ได้ตั้งใจ

...ณ วินาทีนี้ การต่อสู้ข้ามชาติเพื่อเอาชีวิตรอดของเด็กหนุ่มและเพื่อนพ้อง ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว

"ต้มยำกุ้ง" เล่าเรื่องราวการเดินทางข้ามโลกของ ขาม (จา พนม ยีรัมย์) เด็กหนุ่มบ้านป่าที่ชีวิตต้องพลิกผัน โดยเงื้อมือของผู้มีอิทธิพลระดับประเทศ ที่ลักพาช้างพลายสองพ่อลูก ซึ่งเด็กหนุ่มและพ่อของเขารักดั่งชีวิต และมีความมุ่งหมายอันสูงสุด ที่จะมอบเป็นคชบาทแด่ในหลวง ไปขาย ณ ประเทศออสเตรเลีย

ทางเดียวที่จะช่วยเหลือ และรักษาชีวิตของช้างอันเป็นที่รักของเขาได้ นั่นก็คือ การบุกตะลุยถึงถิ่นเสือ โดยการเดินทางข้ามโลก

เรื่องไม่ง่ายอย่างใจคิด แม้เขาจะได้รับความช่วยเหลือจาก จ่ามาร์ค (หม่ำ จ๊กมก) นายตำรวจไทยและ ปลา (บงกช คงมาลัย) สาวไทยที่ถูกหลอกมาขายตัวในซิดนีย์ก็ตาม แต่ที่นั่น เขากลับต้องไปพัวพันกับการไล่ล่าของแก๊งค์มาเฟีย ที่นำโดย มาดามโรส (จิน ซิง) ที่ซ่องสุมลูกสมุนตัวเอ้ที่เต็มไปด้วยฝีมือทางการต่อสู้สุดยอดอย่าง จอนนี่ (จอห์นนี่ เหงียน) , ทีเค (นาธาน โจนส์) และลูกสมุนย่อยที่มีฝีไม้ลายมือทางการต่อสู้เหลือรับอย่าง จอน ฟู และ ลาทีฟ อย่างไม่ได้ตั้งใจ
ณ วินาทีนี้ การต่อสู้ข้ามชาติเพื่อเอาชีวิตรอดของเด็กหนุ่มและเพื่อนพ้อง ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว เพื่อตามหาและช่วยเหลือ พ่อใหญ่ และ ขอน ช้างพ่อลูก ที่เปรียบได้กับญาติพี่น้องของเขา นำไปสู่บททดสอบและการต่อสู้ครั้งสำคัญที่สุดในชีวิตของเขาให้โลกได้ล่วงรู้ถึงอานุภาพของ "แม่ไม้มวยไทยบทใหม่" ที่หนักหน่วง รุนแรง และยังไม่เคยได้รับการเปิดเผยมาก่อน โดยเฉพาะ "ตำนานมวยคชสาร"  

 
นักแสดง
ทัชชกร ยีรัมย์ .... ขาม 
เพ็ชรทาย วงษ์คำเหลา .... จ่ามาร์ค 
บงกช คงมาลัย .... ปลา 
นาธาน โจนส์ .... ทีเค 
เดวิด อัศวนนท์ .... ริค 
จอนนี่ เหงียน .... จอนนี่ 

วันที่เข้าฉาย: 11 สิงหาคม 2548

 
แนวหนัง : แอ็คชั่น
ผู้กำกับ : ปรัชญา ปิ่นแก้ว
ผู้ออกแบบและกำกับฉากแอ็คชั่น : พันนา ฤทธิไกร
ผู้กำกับภาพ : ณัฐวุฒิ กิตติคุณ
ทีมนักแสดง : พนม ยีรัมย์, หม่ำ จ๊กมก, บงกช คงมาลัย, จิง ซิง, จอห์นนี่ เหงียน, นาธาน โจนส์, เดวิท อัศวนนท์, จอน ฟู, ลาทีฟ คราวเดอร์
ผู้สร้าง : สหมงคลฟิล์ม, บาแรมยู
วันที่ฉาย : 11 ส.ค. 2548

 

TOM-YUM-GOONG is the story of a young man named Kham (Tony Jaa) whose life is turned upside down when an international mafia syndicate, based in Australia , captures his two beloved elephants and smuggles them thousands of kilometers away to Sydney . The two elephants are far more than mere animals to Kham and his father. They are part of his family and were being prepared to be presented as a token of devotion to his Majesty the King of Thailand. The only way Kham can possibly save the animals is by venturing into a foreign land for the first time. Taking on a mafia group to rescue two elephants from a foreign country presents a huge challenge, even for a martial arts master like Kham. Despite the help of Sergeant Mark (Petchthai Wongkamlao), a Thai police Sergeant based in Australia , and Pla (Bongkuch Kongmalai), a Thai girl forced into modern day slavery, the going gets tough. They must take on the ruthless gang of Madame Rose (Jing Xing), whose henchmen include Johnny (Johnny Nguyen), a Vietnamese thief and martial arts expert, and the hulking TK (Nathan Jones). Kham has no choice but to risk his own life for the animals he loves…

Sahamongkol Film
Baa-Ram-Ewe

 

ปรัชญา เผยหมัดเด็ด ต้มยำกุ้ง ที่มาของ ช้าง และมวยคชสาร

เชื่อว่าตอนนี้คงมีคนมากมายใจจดใจจ่ออยู่กับข่าวหนัง ต้มยำกุ้ง ผลงานเรื่องที่ 2 ของ จา พนม และผู้กำกับคนดัง ปรัชญา ปิ่นแก้ว ซึ่งตอนนี้งบบานปลายไปถึง 300 ล้านบาทแล้ว แต่ถึงยังไงนายทุนใหญ่อย่าง สหมงคลฟิล์ม ก็ไม่หวั่นเฉพาะไปเปิดตัวที่เทศกาลหนังเมืองคาร์นทั้งฝรั่ง ทั้งเอเชีย ก็แย่งกันเซ็นสัญญาแทบจะตีกันตายแล้ว

นอกจากฉากคิวบู๊ที่ตื่นตาตื่นใจ ทาง ปรัชญา ปิ่นแก้ว ยังบอกอีกว่าสิ่งที่หนัง ต้มยำกุ้ง สอดแทรกไว้นั้น ยังมีเรื่องของความต้องการให้คนทั่วโลกที่ได้ดูหนังเรื่องนี้เข้าใจถึงวัฒนธรรม ศรัทธา และแนวความคิดของคนไทยที่มีต่อพุทธศาสนา ทำให้ชาวต่างชาติได้เรียนรู้ว่าพระพุทธรูปเป็นสิ่งสำคัญต่อชนชาวพุทธ เศียรพระไม่ใช่เครื่องประดับตามบ้านของชาวตะวันตก แต่เป็นของสูงเป็นที่ยึดเหนี่ยวทางจิตใจอันทรงคุณค่า พร้อมทั้งนำเสนอความผูกพันที่สืบทอดกันมาระหว่างคนกับช้าง ซึ่งคนต่างชาติอาจไม่เคยรู้ ว่ามันลึกซึ้งถึงขนาดที่ว่าช้างเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวเรา แต่ปัจจุบันเขามองว่าเรามีช้างมาก แต่ดูแลช้างไม่ดี ในความจริงมันไม่ได้เป็นอย่างนั้นทั้งหมด ในหนังตัวละครที่ จา พนม รับบทนั้นก็มีความรักและเคารพแก่ช้าง นับถือช้างเป็นพ่อ เชื่อว่าหนังเรื่องนี้ออกไปคนที่ดูหนังเรื่องจะเข้าใจคนไทย ประเทศไทยมากขึ้นว่า เราดูแลช้างกันยังไร ชีวิตความเป็นอยู่ ความผูกพันระหว่างคนกับช้างที่ชาวต่างชาติอาจไม่เคยเห็น ส่วน มวยคชสาร นั้นก็เป็นตัวแทนของช้าง ซึ่งนอกจากจะเป็นการโชว์ศิลปะการต่อสู้มวยไทยโบราณอีกระดับที่เน้นความแปลกใหม่แล้ว ยังสามารถถ่ายทอดถึงความรู้สึกผูกพันระหว่างช้างกับคนได้อีกด้วย

ด้านบทของ จา พนม ในเรื่องก็จะรับบทเป็น ขาม ซึ่งในเรื่องจะมีพ่อ 2 คน พ่อแท้ ๆ เป็นคน และ ‘ พ่อใหญ่ ' ช้างประจำตระกูล โดมีลูกช้างชื่อ ‘ ขอน ' ที่ผูกพันกับ ขาม เหมือนน้องแท้ ๆ โดยความฝันสูงสุดของเขาก็คือ การถวายช้างซึ่งตรงตามคชลักษณ์ให้กับ ‘ ในหลวง ' การที่เติบโตมาในครอบครัวคนเลี้ยงช้าง ซึ่งสืบเชื้อสายมาจากทหารจตุรังคบาทองครักษ์ที่อยู่ประจำเท้าทั้ง 4 ข้างของช้างศึกโบราณ คอยปกป้องไม่ให้ข้าศึกเข้ามาทำร้ายช้าง อย่างเช่น ถ้าดาบหลุดมือเมื่อไหร่ ทหารเหล่านี้ก็จะมีท่ามวยไว้ป้องกันตัวและใช้ในการต่อสู้ที่เรียกว่า ‘ ท่ามวยคชสาร ' เป็นมวยโบราณเกี่ยวกับช้าง เน้นการทุ่ม ทับจับ การหัก ท่ามวยนั้นจะนำมาจากพฤติกรรม หรืออิริยาบถตามธรรมชาติของช้าง อย่างเช่น ช้างทำลายโลง , คชสารแทงโลง เอราวัณเสยงา หักงวงไอยรา ซึ่งล้วนเป็นท่ามวยเกี่ยวกับช้างทั้งสิ้น เป็นการนำเสนอมวยไทยในรูปแบบที่โดดเด่น ชนิดที่ว่าหลายคนอาจไม่เคยได้สัมผัสและคนทั่วโลกก็อาจไม่รู้จัก

 
 

เอ๋อเหรอ

 

โปสเตอร์หนัง เอ๋อเหรอ

  • Director: พจน์ อานนท์
  • Starring: นวรัตน์ เตชะรัตนประเสริฐ

ผู้กำกับ :
พจน์ อานนท์

คำโปรย : เพื่อนแท้ไม่มีข้อแม้ว่าเอ๋อ หรือ ไม่เอ๋อ

เนื้อเรื่องย่อ: ลูกแก้ว(นวรัตน์ เตชะรัตนประเสริฐ) มีพ่อชื่อปรีชา (ทัช ณ ตะกั่วทุ่ง) เป็นหัวหน้าพนักงานขับรถทัวร์ แม่ชื่อวรรณ ( ปริศนา พรายแสง) เป็นแม่บ้าน บ้านของหนูเปิดเป็นร้านขายรองเท้า แก้วมีเพื่อนสนิทชื่อต๋อง (วีรภักดิ์ แก่นสุวรรณ) พ่อชื่อสำรวย(โหน่ง ชะชะช่า) และแม่แอ๋ว (อลิสา อินทุสมิต) บ้านของต๋องจะอยู่ใกล้กับบ้านของแก้วและเรียนอยู่ห้องเดียวกัน ต๋องจะเป็นเด็กพิเศษที่ไม่เหมือนใคร ต๋องจะไม่ค่อยพูดมาก แต่จะยิ้ม, หัวเราะ และอารมณ์ดีอยู่ตลอดเวลา หลายคนชอบเรียกต๋องว่า “ไอ้เอ๋อ” ตลอดเวลา พ่อปรีชาก็ไม่ชอบให้แก้วไปยุ่งกับครอบครัวของต๋อง แต่แล้ววันหนึ่ง ไอ้เบิ้มที่ชอบมารังแกแก้วกับต๋อง พวกไอ้เบิ้มมันพาลูกสมุนมาเพื่อแก้แค้นที่หนูไปต่อยมันตาปูด ทำให้แก้วกับต๋องต้องหนีเอาตัวรอดก่อน เพราะพวกมันเยอะกว่า จึงหนีขึ้นรถทัวร์ แก้วกับต๋องจึงหลงมาผจญภัยในกรุงเทพฯ จนโดนพวกคนใจร้ายจับมาขังไว้ แถมยังใช้ให้เดินขายผลไม้แถวชายหาดพัทยาแถมบังคับให้แก้วกับต๋องขึ้นโชว์ชกมวยให้พวกฝรั่งที่มาเที่ยวบาร์ดูอีก จนแก้วกับต๋องต้องหาทางหนีออกจากพวกคนใจร้ายและที่นี่ให้ได้
เหตุการณ์จะเป็นยังไงต่อไป...หนูกับต๋องและพรรคพวกจะเอาตัวรอดกันได้มั้ย, พวกผู้ใหญ่ใจร้ายจะโดนลงโทษยังไง และจะมีใครมาช่วยพวกหนูทันหรือเปล่า

นักแสดง:

นวรัตน์ เตชะรัตนประเสริฐ .... ลูกแก้ว
วีรภักดิ์ แก่นสุวรรณ .... ต๋อง
ชูศักดิ์ เอี่ยมสุข .... สำรวย
ปริศนา พรายแสง .... วรรณ
ทัช ณ ตะกั่วทุ่ง .... ปรีชา
อลิสา อินทุสมิต .... แฮ๋ว

วันที่เข้าฉาย: 6 มกราคม 2548

เอ๋อเหรอ (หนังเรื่องที่ 6 ของพจน์ อานนท์)
เขียนโดย Deknang
พุธ, 11 สิงหาคม 2004

...แม่นแล้ว คุณฟังไม่ผิดหรอกครับว่า นี่คือผลงานภาพยนตร์ลำดับที่ 6 จากมันสมองและฝีมือของ "พจน์ อานนท์"

...หลายคนคงยังกังขาหรือกระดากปากที่จะเรียกเขาว่า "ผู้กำกับภาพยนตร์" แต่เราอยากให้คุณลองมองเขาโดยปราศจากอคติและความเกลียดชังในนิสัยส่วนตัว แล้วดูกันที่จุดประสงค์ในเนื้อหนังของเขาล้วน ๆ ก็จะพบว่า หนังของเขาสามารถตอบสนองความบันเทิงของผู้ชมในวงกว้างได้ตามที่ต้องการเป็นอย่างดี (สังเกตง่าย ๆ จากรายได้ของหนัง) แม้จะมีหลายเสียงค่อนขอดหรือด่าหนังของเขาให้ได้ยินอยู่เสมอ ๆ จนกลายเป็นโลโก้ไปแล้วว่า เมื่อพูดถึง "พจน์ อานนท์" ก็จะต้องมีคำว่า "หนังห่วย" ตามเป็นเงาตามตัวมาด้วย แต่เราว่าถ้าเขาไม่แน่จริง ก็คงไม่บากบั่นทำมันจนถึงเรื่องที่ 6 อย่างนี้หรอก

...จาก สติแตกสุดขั้วโลก (2539), 18 ฝนคนอันตราย (2540), Go Six: โกหก ปลิ้นปล้อน กระล่อน ตอแหล (2543), ว้ายบึ้ม เชียร์กระหึ่มโลก (2546) มาจนถึง ปล้นนะยะ (2547) ในฐานะที่ติดตามหนังของเขามาทุกเรื่อง ต้องยอมรับว่า หนังของเขา "ดูสนุก" ทุกเรื่องอย่างไม่ต้องคิดอะไรมาก และเขาก็เป็นผู้กำกับที่มี "พัฒนาการ" ในทางที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ใครจะว่ายังไงก็ช่าง แต่เราว่า เขาเป็น "ผู้กำกับที่ทำหนังเป็น" คนหนึ่งเชียวล่ะ

...กับหนังเรื่องใหม่ของเขาที่ชื่อ "เอ๋อเหรอ" เขากลับมาจับแนวดราม่าที่ข้นมากขึ้นแต่ก็ยังคงความเป็นคอเมดี้อยู่ หนังถ่ายทอดเรื่องราวชีวิตของคนที่มีความผิดปกติทางสมอง (ดาวน์ซินโดรม) ที่หมายจะดำรงอยู่ในสังคมที่เหลื่อมล้ำ และต้องการแสดงให้สังคมเห็นว่าตนเองสามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้โดยที่ไม่ถูกปิดกั้นหรือถูกมองเป็นตัวตลก ไม่ใช่มนุษย์ โดยการพยายามช่วยเหลือตัวเองทุกวิถีทาง ไม่กระทำตัวเป็นที่น่าสงสารหรือสมเพชและไม่สร้างความเดือดร้อนให้กับผู้ใดโดยยึดมั่นอยู่กับหลักธรรมคำสอนเท่าที่ตัวเองจะเข้าใจได้ หนังจะสะท้อนให้เห็นถึงหัวใจสู้ของพวกเขาที่แนวแน่ แข็งแกร่ง ไม่ย่อท้อและเป็นหัวใจที่หาได้ยากแม้ในร่างของคนที่ได้ชื่อว่าเป็นคนปกติในสังคมเองก็ตาม

...เราไปเก็บภาพมาฝากกันในวันที่ทางทีมงานถ่ายเทสต์โปสเตอร์และแคสติ้งกันเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา นักแสดงนำของเรื่องมากันครบทีมไม่ว่าจะเป็น โหน่ง ชะชาช่า (เรื่องที่เท่าไหร่แล้วเนี่ย), ปุ๊กกี้ ปริศนา พรายแสง (เวอร์ชั่นชะลาล่าไม่ไหวแล้ว), ทัช ณ ตะกั่วทุ่ง (สตริงไม่เวิร์ค ลูกทุ่งก็ไม่ไหว กลับมาเล่นหนังเรื่องที่ 3 ดีกว่า), ยู่ยี่ อลิสา อินทุสมิต (เธอยังสวยและ...ดำอยู่เหมือนเดิม), น้องเกรซ ด.ญ.นวรัตน์ เตชะรัตนประเสริฐ (แน่ะ คุ้นนามสกุลสิท่า ถูกต้องนะคร้าบบบบบบบ ลูกสาวคนสุดท้องของเสี่ยนั่นแหละครับ) และ น้องโก๊ะ (น้องเขาน่ารักและฉลาดมากครับ)

...อดใจรอนิดนึง เพราะหนังมีกำหนดฉายราว ๆ ต้นปี 2548 และเราคาดว่าเมื่อเวลานั้นมาถึง "เสียงด่า" คงก้องไปทั่ว "บอร์ดนั้น" อีกครั้งเป็นแน่ แต่อย่าไปสนใจเลย

...สู้ต่อไปนะครับ "คุณนายพจน์" :P

 

อหิงสา จิ๊กโก๋ มีกรรม

โปสเตอร์หนัง อหิงสา จิ๊กโก๋ มีกรรม

 

  • Release Date: 20 ตุลาคม 2548
  • Director: กิตติกร เลียวศิริกุล
  • Starring: ธีรดนัย สุวรรณหอม, บริวัตร อยู่โต, ปริญญา งามวงศ์วาน

อหิงสา จิ๊กโก๋มีกรรม
ชื่อภาษาอังกฤษ : Ahimsa Stop to Run


เรื่องย่อ อหิงสา จิ๊กโก๋มีกรรม

อหิงสา (บริวัตร อยู่โต) จิ๊กโก๋เดินดินนายหนึ่ง เกิดมาในยุคสมัยที่โลกหมุนเร็วรี่ด้วยไฮ-สปีดอินเตอร์เน็ต สื่อมวลชนกำลังแตกตื่นกับผลเสียของการตัดต่อพันธุกรรม สมัยเด็กอหิงสาเคยป่วยหนัก หมอโรงพยาบาลรักษาไม่ได้ พ่อแม่เลยพาอหิงสาไปรักษาด้วยพิธีเหยียบเสน ศาสตร์ลี้ลับที่ไม่มีคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์ โตเป็นหนุ่ม อหิงสาใช้ชีวิตสุดขั้วอยู่ในหมู่เพื่อนเพี้ยนๆ อย่าง อุโฆษ (ปริญญา งามวงศ์วาน) และ ไอน์สไตน์ (จอนนี่ อันวา)

อหิงสาโดนรังควาญไม่หยุดหย่อน จาก ไอ้เวรกรรม (ธีรดนัย สุวรรณหอม) ไอ้บ้ามาจากไหนไม่รู้ แค่เห็นหน้ามันก็ปวดประสาท บ้าสีแดง หัวจรดเท้ามีแต่สีแดง รองเท้าแดง เสื้อแดง หัวแดง มันคอยโผล่มาว่าแดกดัน ประชดกวนบาทาก็เท่านั้น ยียวนกวนประสาทไม่เลิกรา พอถามกลับว่า มึงเป็นใคร? ดันตอบว่า เป็นไอ้เวรจริงๆ

แล้วไอ้เวรหัวแดงนี้ อหิงสาสู้กับ ไม่มีวันชนะ มือหนัก ตีนยิ่งหนัก บทลงไม้ลงมือก็เล่นแรงๆ เล่นของหนัก ไม้หน้าสามงี้ ขับรถบี้งี้ กระทืบเอากันถึงตาย ไม่ว่าอหิงสาจะควบหนีสุดฝีเท้าขนาดไหน ไอ้เวร นี่ ก็ยังกวดไล่มาติดๆจ่อเข้ามาชนิดหายใจรดต้นคอได้ทุกที ราวกับฟ้าสร้างให้มันรู้ทันอหิงสาไปทุกย่างก้าว พัทยา (ธรัญญา สัตตบุศย์) คุณหมอคนสวย มีแฟนเป็นตำรวจ มารุต (กิรเดช เกตกินทะ) ชีวิตหญิงสาวพรั่งพร้อมดูดีอย่างพัทยา ไม่น่าจะมาข้องแวะกับจิ๊กโก๋อย่างอหิงสาได้ แต่ก็คล้ายมีบางอย่างถูกกำหนดไว้แล้ว อหิงสากำลังเจอกับอะไรกันแน่ ? เวรกรรม ,ความรัก? หรือทั้งสองอย่าง? จริงอยู่ ...เวรกรรมของใครของมัน ต้องสู้กันเอาเองถึงจะสู้กับ ไม่เคยชนะ แต่งานนี้ต้องหันหน้าสู้เท่านั้น !

 



นักแสดง

บริวัตร อยู่โต .... อหิงสา 
ธีรดนัย สุวรรณหอม .... เวรกรรม 
ธรัญญา สัตตบุศย์ .... พัทยา 
ปริญญา งามวงศ์วาน .... อุโฆษ 
จอนนี่ อันวา .... ไอน์สไตน์ 
กิรเดช เกตกินทะ .... มารุต 
ไพฑูรย์ ไหลสกุล .... อู๊ดดี้ 

ความยาว: 90 นาที
วันที่เข้าฉาย: 20 ตุลาคม 2548




คณะผู้สร้าง "เวรกรรม" : เกรียงไกร เชษฐโชติศักดิ์, สุรชัย เชษฐโชติศักดิ์ (อำนววยการสร้างฝ่ายบริหาร) / ราเชนทร์ ลิ้มตระกูล, จันทิมา เลียวศิริกุล, กิตติกร เลียวศิริกุล (ควบคุมงานสร้าง) / ปานเทพ พันธ์เชย (ผู้ช่วยควบคุมงานสร้าง) / เรียว กิตติกร (โครงเรื่อง-บทภาพยนตร-กำกับภาพยนตร์) / สราวุธ วิเชียรสาร, พรรณพันธ์ ทรงขำ, พิธาน โชคกิจการ (ผู้ช่วยกำกับภาพยนตร์) / ธีระศักดิ์ เกตุแก้ว, ณัฐพร เรืองสุขอุดม (ประสานงานกองถ่าย) / ณัฐวุฒิ กิตติคุณ, เดชา ศรีมันตะ, วิเชียร เรืองวิชญกุล, สมศักดิ์ ศรีสวัสดิ์ (กำกับภาพ) / กิตติกร เลียวศิริกุล, ฉัตรชัย นครวงษ์ (ลำดับภาพ) / ฉัตรชัย นครวงษ์ (ควบคุมความต่อเนื่อง) / ปิติรัก จีระเศรษฐ (ผู้ช่วยควบคุมความต่อเนื่อง) / สุรพรหม ภิญโญทรัพย์, ไชยรัตน์ เจริญสุข, วัชระ สวัสดิ์, คณะบุคคล เอ็ม โอ เอส (บันทึกเสียง) / แสนแสบ, ปฐมพงศ์ สมบัติพิบูลย์ (ดนตรีประกอบ) / ธนะพร อาคมานนท์ (ภาพนิ่ง) / กิตติกร เลียวศิริกุล (ออกแบบงานศิลป์) / พูนทรัพย์ บัวเลียง (กำกับศิลป์) / ธวัชชัย เติมสุข (ผู้ช่วยผู้กำกับศิลป์) / เวชยันต์ สุภาพ, นิรัน สุขยิ่ง (ศิลปกรรม) / บุญทรง ศรีพิทักษ์ (สตอรี่บอร์ด) / น้ำผึ้ง โมจนกุล (ออกแบบและจัดทำเครื่องแต่งกาย) / ทิวาพร แสงอุทัยวัฒนา, วสันต์ ฝอยทับทิม (ผู้ช่วยจัดทำเครื่องแต่งกาย) / อดิช เยี่ยมฉวี (แต่งหน้า) / รุ่ง ยินดี (ทำผม) / ชาญศักดิ์ ลีลาเกษมสันต์ (วิดีโอแมน) / ธรรมเจริญ พรมพันธุ์, อมร ดวงทวีทอง, ชัช มณีพงษ์ (ทีมกล้อง) / บริษัท มูนบีม อีควิปเม้นท์ จำกัด, บริษัท มุมกล้อง จำกัด (อุปกรณ์กล้อง) / สมศักด์ ศรีสวัสดิ์, บริษัท สเตดี้แคมแมน จำกัด (สเตดี้แคม) / บริษัท ซันไลท์ติ้ง แอนด์ กริ๊ป อีควิปเมนท์ จำกัด (อุปกรณ์ไฟ) / บริษัท สยามพัฒนาฟิล์ม จำกัด (เทคนิคพิเศษด้านภาพ-เทคนิคฟิล์มแล็บ) / กันตนาฟิล์มแล็บ (ผสมเสียง) / วชิระ วงศาโรจน์ (ผู้ผสมเสียง) / สมศักดิ์ พิมพาลัย (ผู้ช่วยผสมเสียง) / บริษัท ฟูจิ โฟโต้ ฟิล์ม (ประเทศไทย) จำกัด (ฟิล์มภาพยนตร์)

บันทึกกรรมโปรดิวเซอร์

...ในยุคสมัยที่คำพูด "ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว" เป็นเพียงคำพูดเชย ๆ ที่วัยรุ่นไม่พูดกันแล้ว "ราเชนทร์ ลิ้มตระกูล" โปรดิวเซอร์ผู้ควบคุมงานสร้าง กล่าวถึงที่มาของ "อหิงสา จิ๊กโก๋มีกรรม"

"ผมว่าหนังเรื่องนี้ไม่น่าจะเป็นที่ชอบของคนที่ชอบบอยแบนด์นะ น่าจะเหมาะกับคนที่ชอบอัลเทอร์เนทีฟมากกว่า...

อหิงสา จิ๊กโก๋มีกรรม เป็นหนังแปลกใหม่ มันส์ ๆ แต่ไม่ไร้สาระ ไอเดียแรกเริ่มเกิดจากประโยคที่เรียว-กิตติกร ผู้กำกับภาพยนตร์บอกว่า 'เฮ้ย เวรกรรมเดี๋ยวนี้มันตามทันเร็วนะ เดี๋ยวนี้มันใส่รองเท้าไนกี้กับเสื้อวอร์มวิ่งตามเราแล้ว แถมมันยังเอาไม้หน้าสาม ตีหัวเราด้วย' ผมมองว่า น่าจะเป็นหนังที่มีไอเดีย ดูสนุก แล้วก็มีประเด็นความดี ความชั่ว เล่าเรื่องให้ร่วมสมัย ยียวนได้ คือบางทีสาระไม่จำเป็นต้องพูดแบบเศร้าสร้อยหรือเป็นวิชาการก็ได้ อย่างพระมาเทศน์สวด ๆ เนี่ยเราไม่ฟังหรอก แต่ถ้าพระพยอมมาพูดเนี่ยมันสนุก หรืออย่างหลวงพ่อคูณมาโขกโป๊ก ๆ เนี่ย มีสีสัน คนสนใจขึ้น...

จะเรียกว่า ทดลองทำอะไรใหม่ ๆ ก็ใช่นะ โดยเนื้อหา 'อหิงสา จิ๊กโก๋มีกรรม' อาจจะดูเข้ม แต่เราบรรจุหีบห่อใหม่ แล้วมุ่งสื่อสารกับคนกลุ่มที่ไม่สามารถยกเอาพระไตรปิฎกมาพูดด้วยได้ น่าจะเหมาะกับพวกที่ชีวิตมีอิสระ ผมว่าคนกลุ่มนี้เป็นคนกลุ่มใหม่ในสังคมช่วงนี้นะ ไม่ฟุ้งเฟ้อ มีสาระในชีวิตมากขึ้น แต่ดำรงชีวิตอย่างสนุกด้วย...

งานหนักของ 'อหิงสา จิ๊กโก๋มีกรรม' คือ การคัดเลือกนักแสดงยากมาก เพราะว่าเราต้องการเด็กวัยรุ่นที่มีคาแร็กเตอร์เฉพาะตัว คือคนที่หลุกหลิกแล้วดูเท่ห์แบบมีตัวตนเป็นคนจริง นี่มันหายาก แล้วเด็กที่ดูไม่แคร์วัตถุนิยมเนี่ยยิ่งมีน้อยมาก ก็มาได้ โจ๊ก–แจ็ค ซึ่งตามโจทย์ อยากให้ 'อหิงสา จิ๊กโก๋มีกรรม' เป็นหนังอารมณ์กวน ๆ น่ารัก น่ากระทืบ เป็นทางเลือกใหม่ให้ลองดูกัน"

บันทึกกรรมผู้กำกับ : เรียว – กิตติกร เลียวศิริกุล

[18-80 เพื่อนซี้ ไม่มีซั้ว (2542), ปาฏิหาริย์โอม-สมหวัง (2542), Goal Club เกมล้มโต๊ะ (2544), พรางชมพู (2545), เดอะ เมีย (2548), อหิงสา จิ๊กโก๋มีกรรม (2548)]

"จริง ๆ แล้วอหิงสา เกิดจากความอยากเล่าของตัวผมเอง" ผู้กำกับฯ เรียว-กิตติกร เปิดใจถึงแรงบันดาลใจที่มาเป็นภาพยนตร์ "อหิงสา จิ๊กโก๋มีกรรม"

"ผมเชื่อว่า สมองของเราบันทึก สะสมอะไรไว้มากกว่าที่เรารู้ตัว มีสมองส่วนที่เราไม่ค่อยได้ใช้มันอยู่อีก ก็เลยสนใจตรงนั้นขึ้นมา ก็พัฒนาเล่าเรื่องชีวิตจิ๊กโก๋คนหนึ่ง มันโดนเวรกรรมตามสนองด้วยการไล่ฟาดกบาล...

หนังเรื่องนี้ เราพยายามสร้างตัวละครให้เป็นมนุษย์คนหนึ่ง สร้างตัวละครมาก่อน และใช้สไตล์การเล่าเรื่องมารองรับ ในแง่การทำงานของผม 'อหิงสา จิ๊กโก๋มีกรรม' เป็นงานที่ได้ทดลองหาอะไรใหม่ ๆ ทั้งแง่เนื้อหา ที่เป็นเรื่องที่เราอยากเล่าและแง่การทำงาน วิธีการใหม่ ๆ ทำงานด้วยตัวแปรใหม่ ๆ ทั้งวิธีการ ตัวละคร และการเล่าเรื่อง เช่น หยิบสไตล์ดีไซน์ยุค 70 มาผนวกกับโลเคชั่นทะเลหัวหิน บางแสน ตรอกซอกซอย ด้วยลุค ดีไซน์แสง สี สไตล์ยุค 70 ส่วนดนตรีประกอบ โดย 'โป่ง -ปฐมพงศ์ สมบัติพิบูลย์ แห่งวง หิน เหล็ก ไฟ'...

นักแสดงที่เลือกมาจะเน้นหาคนที่มีเอกลักษณ์ บางคนที่เราเลือกมา ไม่ใช่นักแสดงอาชีพ พวกเขามีวิธีการที่มีเอกลักษณ์ของตัวเองมาก วิธีที่จะกำกับฯ คือ ต้องให้นักแสดงมีความเชื่อก่อน แต่พวกเขาไม่ได้มาเพื่อเชื่อใจผมนะ เขาเชื่อในสิ่งที่เขาทำ

อย่างที่บอก หนังเรื่องนี้เกิดจากความอยากเล่า ตัวหนังจะไม่ชี้นำใด ๆ เพราะถ้าชี้นำ ก็แปลว่า ผมโม้สิ ผมรู้ได้ไงว่า เวรกรรมชาติปางก่อนมีจริง ผมเลยไม่ฟันธงว่า ทางไหน ขอแค่เปิดประเด็นให้ทุกคนเลือกเอง"



นักทำกรรม

อหิงสา : แจ๊ค บริวัตร อยู่โต - 22 ปี (2544-Goal Club เกมล้มโต๊ะ, 2545-พรางชมพู, 2546-คลับซ่าส์ ปิดตำราแสบ, 2548-อหิงสา จิ๊กโก๋มีกรรม)

...จิ๊กโก๋หนุ่มธรรมดาคนหนึ่ง เกิดมาในยุคสมัยที่โลกหมุนเร็วรี่ด้วยไฮ-สปีดอินเตอร์เน็ต อหิงสาทำงานเป็นดีเจ ในบาร์ ถนัดชีวิตปาร์ตี้ ใช้ชีวิตสุดขั้วอยู่ในหมู่เพื่อนเพี้ยน ๆ ทุกอย่างเปลี่ยนไปเมื่ออหิงสาต้องเผชิญหน้ากับ "เวรกรรม" ตัวเป็น ๆ หัวสีแดง

...ลูกไล่ใน ภาพยนตร์ "Goal Club เกมล้มโต๊ะ" หนึ่งในนักแสดงเด็กปั้นของผู้กำกับฯ เรียว กิตติกร พลิกบทบาทเป็น "แจ๋ว" กะเทยน่ารักใน "พรางชมพ" ผ่านงานพิธีกรรายการทีวี พิธีกรภาคสนามมาไม่น้อย และพิธีกรประจำรายการ T-UNITED แต่โดดเด่นทุกครั้งที่ร่วมงานกับผู้กำกับฯ เรียว กิตติกร "อหิงสา" เป็นการรับบทนำครั้งแรกของ "แจ๊ค"

"ตัวอหิงสา จะเป็นจิ๊กโก๋ที่หลอน ๆ ชีวิตเจอะเจอกับไอ้เวรกรรมแล้วไม่รู้ว่า มันเป็นอะไร มันมาทำไม แรก ๆ ก็หนีมัน แต่หนียังไงก็หนีไม่พ้น ก็ต้องหันมาสู้ซะเลย"

"แจ๊คเชื่อเรื่องเวรกรรมนะ เราทำไม่ดีกับใคร วันหนึ่งอาจจะต้องเจอกลับมาเป็นอีกรูปแบบหนึ่ง สมมุติเราเคยมีเรื่องกับใคร ถ้าเรายังยึดคิดอยู่ มันก็อาฆาตกันไปเรื่อย ๆ ถ้าเราผิด เราก็ขอโทษ

มันก็ดี ทำให้เราลืมเรื่องเก่า ๆ ไปได้ ไม่ต้องไปจมอยู่กับอดีตที่เคยทำไว้ เราจะรับเรื่องปัจจุบัน-อนาคตต่อไปได้ อย่างปัจจุบันถ้าเราอยู่ได้ รับได้เราก็อยู่ในอนาคตต่อไปได้ แจ๊คเชื่อของแจ๊คแบบนี้"


เวรกรรม : โจ๊ก ธีรดนัย สุวรรณหอม - 24 ปี (2544 -Goal Club เกมล้มโต๊ะ, 2545-พรางชมพู, 2547-คน ผี ปีศาจ, 2547 -เอ็กซ์แมน แฟนพันธุ์เอ็กซ์, 2548-โรงเตี๊ยม, 2548-อหิงสา จิ๊กโก๋มีกรรม)

...ไม่ได้เป็นเพื่อน ไม่เคยเห็นหน้าค่าตา แต่ไอ้เวรกรรม หน้าตากวนประสาท แต่งตัวจิ๊กโก๋ตนนี้ ตามติดคอยกวนใจหาเรื่อง อหิงสาอยู่เรื่อย พูดจามีเล่ห์นัยอยู่ตลอด แล้วใครจะไปเข้าใจมัน (วะ)

...ไม่ใช่แค่นักแสดงคู่ใจของผู้กำกับฯ เรียว กิตติกร แต่ "โจ๊ก" เป็นหนึ่งในนักแสดงรุ่นใหม่ที่โดดเด่นของวงการหนังไทย ทั้งบุคลิกภาพส่วนตัวที่เก็บตัว ดูแปลกแยก เป็นนักแสดงที่ถ่ายทอดการแสดงที่ลึกซึ้งภายใต้บุคลิกดิบ ๆ จิ๊กโก๋ยียวนได้ชัดเจน "โจ๊ก" จึงเป็นตัวเลือกที่ตอบโจทย์ของตัวคาแรคเตอร์ "ไอ้เวร" ใน "อหิงสา จิ๊กโก๋มีกรรม" อย่างสมบูรณ์

"เวรกรรมน่ะ โจ๊กเจอบ่อย แล้วยังต้องเจออีกเพียบด้วย"


อุโฆษ : อ๊อฟ ปริญญา งามวงศ์วาน - 23 ปี (2544-Goal Club เกมล้มโต๊ะ, 2545-พรางชมพู, 2548-เดอะ เมีย, 2548-อหิงสา จิ๊กโก๋มีกรรม)

...เพื่อนสนิทคู่หู อหิงสา แต่ “อุโฆษ” ถึงจะแต่งตัวเพี้ยนๆ คบเพื่อนบ๊องส์ๆ แต่ก็เป็นจิ๊กโก๋จิตใจดี ใจบุญ ชอบทำบุญทำทาน อธิษฐานขอพร รักเพื่อน มองโลกแง่ดี รักเสียงเพลงตามประสาดีเจ

...หนึ่งในนักแสดง "Goal Club เกมล้มโต๊ะ" ที่เติบโต พัฒนาบทบาทตามวันและเวลา อ๊อฟ กลับมาร่วมงานกับผู้กำกับฯ เรียว กิตติกร อีกครั้งใน "เดอะเมีย" กับการต้องเล่นประกบกับนักแสดงรุ่นพี่มืออาชีพมากมาย ทำให้มีโอกาสพัฒนาฝีมือทางการแสดง และในเรื่องนี้ อ๊อฟได้รับบทบาทที่ท้าทายกว่าเดิม และเปลี่ยนไปตามวัยที่เติบโตขึ้น ในบทจิ๊กโก๋ชื่อ "อุโฆษ" เพื่อนซี้ของ "อหิงสา”"

“อุโฆษเป็นคนจิตใจดีนะ ชอบคิดดีๆ ชอบทำบุญ ทำทาน แล้วก็เฝ้ารอว่า เมื่อไรชีวิตจะได้ดังใจหวัง”

"อ๊อฟไม่ค่อยเชื่อเรื่องเวรกรรม ส่วนตัวอ๊อฟแยกกันนะ เรื่องจิตใจกับผลตอบแทนของมัน มันอยู่ที่ตัวเรา บางทีเราก็ทำไม่ดีแหละ แต่มันไม่รู้สึกผิด บางคนมันรู้สึกดีที่ทำเลวด้วยซ้ำ อ๊อฟเลยแยกผลตอบแทน มันเป็นเรื่องภายนอก มีทั้งเรื่องกฎหมาย สภาพสังคม แต่เราจะไปคิดอะไรอยู่ข้างในใจมันเป็นอีกเรื่อง มันเป็นธรรมชาติของมนุษย์ เราทำเรื่องโหดร้ายไป เราก็ต้องไม่สบายใจ เป็นธรรมดา แล้วมันอาจจะเป็นกรรมของเราก็ได้ คนสมัยนี้มันเลวกว่านั้นไง คนที่ฆ่าคนแล้วรู้สึกเฉยๆ ก็มี คนมันชั่ว มันก็จะไม่มีกรรมตามมาในใจไง อ๊อฟเชื่ออย่างนี้ครับ กรรมมันเป็นผลพลอยได้มากกว่า ไม่เชื่อว่า กรรมจะตามมาเป็นรูปธรรม ไม่มีทางที่จะมาวิ่งตามกันเห็น ๆ"


ไอน์สไตน์ : จอนนี่ อันวา (2539-เด็กระเบิด ยืดแล้วยึด, 2548-อหิงสา จิ๊กโก๋มีกรรม)

 

...เพื่อนสนิทของอหิงสา มนุษย์สติเฟื่องตัวจริง พูดพร่ำปรัชญา ทฤษฏีทั้งวัน ใครจะไปรู้ ไอน์สไตน์ อาจจะเป็นอัจฉริยะตัวจริง ผู้ไขปริศนาเรื่องเวรกรรมก็เป็นได้

...จากนักร้องเพลงป็อป แดนซ์ วัยเด็ก เคยฝากบทบาทการแสดงที่น่าประทับใจในบทหนุ่มน้อยสุภาพบุรุษสุดแสบ ในภาพยนตร์ "เด็กระเบิด ยืดแล้วยึด" เมื่อปี 2539 ปัจจุบันจอนนี่เติบโตเป็นหนุ่มเต็มตัว ปรับเปลี่ยนทั้งภาพลักษณ์ และผลงานเพลง แถมผลงานเพลงยังคว้ารางวัล สีสัน อวอร์ด ล่าสุด กลับมารับบท "ไอน์สไตน" เพื่อนเจ้าปัญญาของอหิงสา

"ไอน์สไตน์เป็นตัวละครที่พยายามอธิบาย ชอบพูดให้ตัวเองฟัง คิดเอง พูดเองไปเรื่อย ๆ ความคิดของมันออกมาทางปาก เหมือนเสพความคิดตัวเอง เสพความฉลาด ความรู้มากกว่าใคร ที่มันพร่ำพูดไม่ใช่ว่า ป่วย มันเป็นคนที่เรียงความคิดตัวเองไประหว่างพูด ตัวไอน์สไตน์นี่พูดทุกอย่าง มีเหตุผลหมด ทุกคำมีความหมาย เพราะไอน์สไตน์คิดว่าตัวเองเป็นอัจฉริยะ"

"อหิงสา เหมือนเป็นหนังถ่ายทอดความคิดใหม่ในยุคนี้ แต่ความหมายในหนังเรื่องนี้มันโบราณมาก 2500 ปีที่แล้ว เขาก็มีแล้ว แต่เรื่องนี้พี่เรียวเขาเอาวิทยาศาสตร์มาคอนเฟิร์มศาสนาพุทธ เรื่องกรรม เรื่องเวียนว่ายตายเกิด มันรองรับกันได้ หนังเรื่องนี้ก็พ้องกับความเชื่อพื้นฐานของผมอยู่บ้าง เพราะผมนับถือศาสนาพุทธ แต่อาจจะไม่ได้เคร่งมาก"


พัทยา : แอ๊นท์ ธรัญญา สัตตบุศย์ - 33 ปี (2548-เดอะเมีย, 2548-อหิงสา จิ๊กโก๋มีกรรม)

...คุณหมอสาวสวย ฝีมือดี เชื่อมั่นในตัวเอง แต่ต้องมาเจอกับจิ๊กโก๋อาการประหลาดอย่าง "อหิงสา" เมื่อความเป็นห่วงคนไข้ รวมกับความรู้สึกผูกพันประหลาด พัทยาพาตัวเองเข้าไปใกล้อหิงสา เกินกว่าจะทันรู้ตัว

...นางแบบชื่อดังค้างฟ้าเมืองไทย ยอมสลัด รองเท้าส้นสูง ทางเดินแคทวอล์ค มาเข้า กล้องภาพยนตร์เป็นครั้งที่สอง ต่อจาก "เดอะเมีย" ภาพยนตร์แอ๊คชั่นลูกผู้หญิง ของ เรียว-กิตติกร ผู้กำกับคนเดิม ในบทบาทที่แตกต่างจากชีวิตจริง แต่ผู้กำกับฯ กระซิบว่า แอ๊นท์มีปฏิกิริยาหน้ากล้องที่น่าสนใจ แถมดูน่าเชื่อถือดูเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญได้อีกต่างหาก

"พัทยาจะเป็นคนพยายามควบคุมทุกอย่าง เธอเรียนเก่ง เธอเป็นหมอ ที่คิดจะควบคุมทุกอย่างแต่คุมไม่ได้เลย พยายามทำตัวเป็นหญิงมั่น รักษาสถานการณ์ แต่มาเจอเรื่องแบบนี้ก็ประสาทกินไปเลย คือ ภายนอกดูมั่นๆ แต่ลึกๆ ก็หวั่นๆ"

"กรรมมันแปลว่า การกระทำ แอ๊นท์เชื่อเรื่องของการกระทำ แต่แอ๊นท์เชื่อเรื่องของการเกิดขึ้นเลย ไม่ใช่แบบชาติที่แล้ว แต่เกิดเดี๋ยวนั้น ณ ปัจจุบันนั้น อย่างเราพูดไม่ดีออกไป พูดด้วยอารมณ์ แป๊บเดียว เดี๋ยวต้องเจอกับตัวเองเลย คือ เราต้องทุกข์ใจ 'อหิงสาฯ' เป็นหนังที่พูดถึงประเด็นเรื่องเวรกรรมได้วัยรุ่นมาก แอ๊นท์คิดว่า หนังมีความสนุก น่าสนใจ มีตัวเรื่องน่าติดตามด้วย ไม่ใช่แค่น่าสนใจ แต่ถึงขั้นเปรี้ยวเลยแหละ มีความทันสมัย เป็นวัยรุ่น มีประเด็นที่ใกล้ ๆ ตัวเราจนไม่ได้มานั่งนึก ความตลกร้ายของมันมีอยู่ด้วย เป็นอะไรที่วัยรุ่นน่าจะสนใจ หรือคนที่มีจิตใจเป็นวัยรุ่นก็ได"


มารุต : ปูน กิรเดช เกตกินทะ

...นายตำรวจหนุ่มมาดดี เป็นแฟนของคุณหมอพัทยา ใครๆก็มองว่า คุณตำรวจกับคุณหมอสมกันดีเหลือเกิน ทั้งภาพลักษณ์รูปร่างหน้าตา และสถานภาพทางสังคม

...มือกลองฝีมือดีแห่งวงดนตรี "สี่เต่าเธอ" ผ่านงานวงการแสดงมาแล้วหลากหลาย เป็นที่คุ้นหน้าคุ้นตาจากงานหนังโฆษณา และภาพยนตร์ นอกจากนี้ยังรับบทเป็นเจ้าสำนักกลองพญายม มือกลองสุดยอดฝีมือในภาพยนตร์ "ทวารยังหวานอยู่" นอกจากบทบาทการแสดงหน้ากล้องแล้ว หลังกล้องยังมีผลงานกำกับภาพยนตร์วัยรุ่นทะลึ่งทะเล้น เรื่อง "จ.เจี๊ยวจ๊าว" อีกด้วย

"มารุตเป็นตำรวจที่ส่วนใหญ่จะถูกมองว่า มีหน้าที่ต้องรักษาความยุติธรรม แต่มารุตเป็นตำรวจที่เอาอารมณ์มาเกี่ยวข้องกับหน้าที่ ใช้อำนาจหน้าที่ในทางที่ผิด แทนที่จะดี กลับไม่ดี ซึ่งก็น่าสนใจ ถ้าให้แสดงเป็นตำรวจดี ๆ บทนี้ก็คงไม่น่าสนใจ"

"ส่วนตัวผมเชื่อเรื่องเวรกรรมนะ แต่ไม่คิดว่าจะออกมาวิ่งไล่ตีหัวใครแบบนี้ เคยเจอกับตัวเองเหมือนกัน บางทีเราไม่รู้ตัว กลุ้มอยู่นั่นแหละ ก็มาคิดได้ว่า เวรกรรมเก่ามันตาม ก็ไม่มีทางเลือก เราก็ต้องทำความดีกันต่อไป 'อหิงสาฯ' เป็นหนังไทยที่แปลกแหวกแนวออกมา เรื่องแปลก ไอเดียสนุก เล่นกับความเป็นไทย ๆ กฎแห่งกรรม ซึ่งผมมองว่า มีความเป็นออริจินัลต้นแบบ และโดดเด่นในแง่ที่หนังไทยไม่ค่อยมีแบบนี้ ต่างประเทศยิ่งไม่ค่อยมี แล้วดูไม่ยากด้วย ก็เลยคิดว่าน่าจะสนับสนุน แค่อารมณ์แปลกใหม่ ที่จะพรีเซ้นท์ให้คนดูได้รับรู้"


อู๊ดดี้ : ไพฑูรย์ ไหลสกุล (อั๋น คนหน้าขาว)

...จิ๊กโก๋รุ่นใหญ่ พ่อค้ายาที่ไม่เคยคิดอะไรไกลกว่าตาเห็น เป็นคนเพี้ยน ๆ ไม่เคยคิดลึก ไม่สนใจเรื่องทำดีทำชั่ว สนใจอยู่แต่ความต้องการของตัวเอง ทำทุกอย่างตามใจตัวเอง อยากได้อะไรต้องเอาให้ได้ รักใครชอบใครต้องเอามาเป็นของตัวให้ได้ โดยเฉพาะหนุ่ม ๆ !!!

...ผู้ชมส่วนใหญ่คุ้นเคยกับ อั๋น ไพฑูรย์ ในชื่อ "คนหน้าขาว" นักแสดงละครใบ้สุดยอดฝีมือของไทย ฝากผลงานการแสดงสด ๆ หน้าเวทีระดับชาติมานับไม่ถ้วน แต่เพิ่งใจอ่อนรับงานแสดง นอกคาแร็กเตอร์คนหน้าขาว มาร่วมแสดงฝีมือในการแสดงภาพยนตร์เต็ม ตัวครั้งแรกใน "อหิงสา จิ๊กโก๋มีกรรม"

"ผมเชื่อเรื่องเวรกรรมนะ เชื่อในผลพวงของสิ่งที่เราทำ ณ วันนี้มันจะมีถึงปีหน้า ชาติหน้า มันต่อเนื่องไปเรื่อย ๆ มองว่า กรรมมันเป็นโซ่ มันไม่ได้กลับคืนมาแบบตรง ๆ แต่มันจะคืนมาอีกแบบ สะท้อนต่อเนื่องกันไป ทำดีจะสะท้อนกลับมา ทำชั่วสะท้อนกลับมา บางคนสงสัยคนชั่วทำไมรวย ก็มันยังสะท้อนกลับมาไม่ถึง มันยังล้ม ๆ ยังวนไม่ถึงตัวคนนั้น ระหว่างที่รอกรรมวนกลับมาก็จะเห็นว่ามีความสุขดี บางทีเราก็ไม่รู้หรอก ว่าสภาวะทุกข์สุขมันเป็นไง"

...เบื่อหน่ายกับการทำความดีใช่ไหม? ทำบุญก็ไม่เคยได้ดั่งใจอธิษฐาน?

...ผู้คนทำชั่วกันทุกวัน ก็ไม่เห็นเป็นไร ใช่ไหม? คิดล่ะซิว่า "เวรกรรม" ไม่มีจริงร้อก

...ไม่แน่นะ เวรกรรมสมัยนี้ อาจแฟชั่นจ๋า อ็อพชั่นเพียบ พกมือถือรุ่นล่าสุด รองเท้าไนกี้แพงระยับ แต่งตัวเด็กแนวซะยิ่งกว่าคุณอีก

..."อหิงสา จิ๊กโก๋มีกรรม" ภาพยนตร์สำหรับผู้มี "เวรกรรม"...แต่ยังไม่เคยเจอ "ไอ้เวร" นี่จริง ๆ

...หนนี้ เจอกันแน่ !!

 

วาไรตี้ผีฉลุย

 

โปสเตอร์หนัง วาไรตี้ผีฉลุย

เรื่องย่อ: วาไรตี้ ผีฉลุย

ต้อม เป็นเลิศ ผู้มีความฝันที่จะเป็นผู้กำกับหนังใหญ่ ฉายโรงใหญ่ๆ เหมือนกับอีกหลายๆ ต้อม ที่ได้เป็นกันไปแล้ว แต่ ความฝันก็คือความฝัน ที่เป็นได้เพียงแค่ความฝัน ถึงแม้ ต้อม จะไม่ได้เป็นอย่างในฝัน แต่ในโลกแห่งความจริง ต้อมก็ยังโชคดีที่มีเพื่อน ติ๊ก ดู๋ แป่ว เน็ก และน้องลูกหมี เพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ร่วมโลกที่เขารู้จัก ทำให้เขาได้เรียนรู้ที่จะยอมรับความจริงที่ยังไงก็ไม่สวยงามเหมือนความฝัน อยู่แล้ว เขาจึงกลับมามีความสุขและสนุกกับโลกแห่งความจริงได้อีกครั้ง

ต้อม เป็นเลิศ เป็นผู้กำกับหนังสั้นระดับมือรางวัลหลายสถาบันรับรอง แต่เมื่อเขาคิดจะขยับมาลองกำกับหนังใหญ่และยาวกว่าเดิมในช่วงเศรษฐกิจตกต่ำ จึงไม่ใช่ของง่าย เพราะลำพังแค่จะกินให้ครบ 3 มื้อก็ยังยาก แถมที่เป็นปัญหาใหญ่สุดอีกอย่างของ ต้อม คือเขาเป็นคนที่เกลียดและกลัวผีมากๆ ในขณะที่ตลาดทั่วโลกเวลานี้เป็นเวลาที่หนังผีกำลังบูมสุดๆ เส้นทางชีวิตของ ต้อม จึงสวนทางกับความสำเร็จอย่างช่วยไม่ได้

ดู๋-ปัญญา นิรันดร์กาล โปรดิวเซอร์รายการทีวี วาไรตี้ เจ้าของบริษัท WORK 100 ที่กำลังเข้าตาจนสุดๆ เพราะเมื่อรายการ GHOST VARIETY คนค้นผี รายการแรกในรอบ 10 ปีของเขาผ่านการอนุมัติจากช่อง ทีมงานคู่บุญทั้งหมดของดู๋ดีใจมากฉลองกันจนสว่างที่ภูเก็ต เลยโดนคลื่นสึนามิกวาดลงทะเลไปหมด ดู๋ จำเป็นต้องหาทีมงานใหม่มาแทนอย่างเร่งด่วนชนิดชั่วโมงเดียวได้ และต้องมีคุณสมบัติพิเศษคือไม่เรียกร้องผลประโยชน์ใดๆที่พึงมีพึงได้ นอกจากที่กินที่นอนและความเป็น เพื่อน เท่านั้นที่ดู๋ยังมีเหลืออยู่

ติ๊ก เดอะสตาร์ เพื่อนซี้หารสองค่าเช่าห้องเดียวกันกับต้อม มีอาชีพเป็นตัวประกอบ อดทนและทนอด ให้กับการแสดงทุกชนิดในประเทศไทย ติ๊กเดอะสตาร์ คือไข่มุกเนื้องามที่รอวันเจียรไน ติ๊ก หวังว่าจะมีผู้กำกับ ตาถึง และ ใจถึง มาค้นพบไม่วันใดก็วันหนึ่งและ เมื่อวันที่ต้อมและดู๋มาทาบทามให้ไปเป็นพิธีกรภาคสนามรายการ GHOST VARIETY คนค้นผี จึงเป็นโอกาสดีที่ติ๊กไม่ยอมปล่อยให้หลุดลอยเป็นเด็ดขาด

น้องแป่ว นักศึกษาเพิ่งจบสดๆชิวล์ๆ เธอเป็นหลานคนเดียวของ ดู๋ เจ้าของบริษัท WORK 100 ซึ่งกำลังขาดทีมงานพอดี น้องแป่ว จึงโชคดีไม่ต้องตกงานเหมือนเพื่อนๆ อีกหลายคน เธอเหมาโหลเป็นทั้งเลขา ทั้งผู้ช่วย ทั้งผู้จัดการกองและอีกหลายๆตำแหน่งที่ว่างอยู่พร้อมๆกันทีเดียวเลย ถึงแม้ว่าเธออาจจะยังน้อยประสบการณ์ แต่หากขาดเธอผู้ซึ่งมีคติประจำใจว่า “กลัวอดมากกว่ากลัวผี” รายการ GHOST VARIETY คน ค้น ผี อาจจะ STOP ตั้งแต่ยังไม่ START ก็เป็นได้

SUPERNEXT ศิลปินใหม่แกะกล่อง ของค่าย เฮียกู๋ ยักษ์ใหญ่วงการเพลง อนาคตจึงต้องได้เป็นนักร้องดาวรุ่งขวัญใจวัยโจ๋คนล่าสุดอย่างไม่มีข้อสงสัย โดยเฉพาะกับอัลบั้มชุด “ไม่กลัวผี” SUPERNEXT จึงต้องมาเป็นพิธีกรรับเชิญภาคสนามคู่กับ ติ๊กเดอะสตาร์ เพราะคอนเซ็ปของเพลงแมทท์กับรายการ GHOST VARIETY คนค้นผี มั๊กๆ

น้องลูกหมี ยินดีเสิร์ฟน้ำทุกที่ที่มีนักร้องหรือดาราขวัญใจวัยกรี๊ด ค่าแรงรายวันไม่สำคัญสำหรับเธอ ขอเพียงไห้มีโอกาสได้ใกล้ชิดศิลปินคนโปรดแถมได้ลายเซ็นมานอนกอดก็ถือเป็น ความสุขที่สุดของชีวิตเด็กเสิร์ฟน้ำอย่างเธอแล้ว

เมื่อหลังชนฝาหมาจนตรอกด้วยกันทุกคน การช่วยเหลือซึ่งกันและกันระหว่างเพื่อนครั้งนี้ จึงไม่ต่างจากการช่วยตัวเอง ( SELF SERVICE) กฎเกณฑ์นี้ส่วนใหญ่จะมีใช้กันเฉพาะร้านอาหารฟาส์ทฟู๊ตจากตะวันตก แต่ปัจจุบันนี้ก็แพร่หลายได้รับการยอมรับไปแล้วทั่วโลก จึงเป็นเรื่อง INTREND ไม่ถือว่าผิดกติกาแต่อย่างไร ทุกคน ต่างเพศ ต่างวัย ต่างความคิดกัน แต่มีอย่างเดียวที่เหมือนกันคือ กลัวผี วันนี้พวกเขาและเธอจะต้องรวมกันเป็นหนึ่งเดียว เพื่อรับมือกับผีและต่อยอดความฝันของแต่ละคนกับ รายการ GHOST VARIETY คนค้นผี วัดไหน ตึกไหน บ้านไหน ซอกไหน ซอยไหน มีข่าวว่าเฮี้ยน ลือกันว่าผีดุ พวกเขาจะเสี่ยงตายเอาชีวิตเข้าแลกบุกไปค้นไปถ่ายไปตามล่าหาผีตัวเป็นๆ มา ON AIR ให้ผู้ชมได้เสียวได้เกร็งกันถึงห้องนอน

เมื่อรายการทีวี GHOST VARIETY คนค้นผี ได้ออนแอร์ก็ประสบความสำเร็จมีเรทติ้งสูงสุด พร้อมกับได้รับรางวัลต่างๆ จากภาครัฐทุกองค์กรทั้งที่เกี่ยวข้องและไม่เกี่ยวข้อง มากมาย ผลงานมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จัก บวกกับได้รับความร่วมมือและช่วยเหลือจากโปรดิวเซอร์ใหญ่ ดู๋ และเพื่อนๆ ต้อม จึงได้เป็นผู้กำกับหนังยาวและใหญ่สมความตั้งใจในที่สุด


นักแสดง:

เพ็ชรทาย วงษ์คำเหลา .... ต้อม เป็นเลิศ 
ชาญณรงค์ ขันทีท้าว .... ติ๊ก เดอะสตาร์ 
วัชระ ปานเอี่ยม .... ดู๋ ปัญญา นิรันดร์กาล 
พิชญ์นาฎ สาขากร .... น้องแป่ว 
บริบูรณ์ จันทร์เรือง .... ซุปเปอร์เน็กซ์ 
เฉลิมพล ทิฆัมพรธีรวงศ์ .... น้องลูกหมี 

วันที่เข้าฉาย: 29 ธันวาคม 2548

กำกับการแสดง:
อังเคิ่ล

เพราะรักครับผม

 

โปสเตอร์หนัง เพราะรักครับผม

  • Release Date: 24 พฤศจิกายน 2548
  • Producer: อาร์เอสฟิล์ม

ดุก็รัก ตบหนักก็ยอม
เขียนโดย ฝ่ายประชาสัมพันธ์อาร์เอสฟิล์ม  

พฤหัสบดี, 27 ตุลาคม 2005

เอื้อเฟื้อแผนตบเพราะรัก: อาร์เอสฟิล์ม

เรียบเรียง-พิสูจน์แผนตบ: ซิ้มแปด มือตบแดดเดียว

แนวตบ: วัยรุ่น-รักใส ๆ

กำหนดการตบ: 24 พ.ย. 48

น่าตบเพราะรักมั้ย:

ทีมเบื้องหลังการตบ: เกรียงไกร เชษฐโชติศักดิ์, สุรชัย เชษฐโชติศักดิ์ (อำนวยการสร้างฝ่ายบริหาร) / คมสัน ศรีสวัสดิ์, ปิติ จตุรภัทร์ (ควบคุมงานสร้าง) / ธนพล ธนังกูล (กำกับภาพยนตร์) / บริษัท ฟิล์มเซิร์ฟ จำกัด (บทภาพยนตร์-ดัดแปลงจากบทดั้งเดิมของ มนต์ศักดิ์ เกษศิรินทร์เทพ, ขวัญชนม์ เพิ่มญาติ) / มนต์ศักดิ์ เกษศิรินทร์เทพ, ชาคร อมรเศรษฐ, ขวัญชนม์ เพิ่มญาติ (เรื่อง) / นุกูล ประสิทธิ์วรนันท์ (ผู้คัดเลือกนักแสดง) / เรือเอกนันทฤทธิ์ ฤทธิวงศ์ (ผู้ฝึกสอนวอลเล่ย์บอล) / ณัฐ นวลแพง (ผู้ฝึกสอนการแสดง) / ประยุกต์ ศรีทองกูล, ปิติ จตุรภัทร์ (กำกับภาพ) / ปิติ จตุรภัทร์ (กำกับศิลปกรรม) / อาณัติ ศักดิ์ชัย (โลเคชั่น) / กิตติ สุวรรณมณีรัตน์ (ควบคุมความต่อเนื่อง) / ฟิล์มเซิร์ฟ (ลำดับภาพ) / เมย์ สตูดิโอ (ดนตรีประกอบภาพยนตร์) / พิเชฐ เวชชศาสตร์ (ออกแบบเครื่องแต่งกาย) / ปริญญา ปานตั้น (แต่งหน้า) / เชิดศักดิ์ ชมงาม (ทำผม) / สุทธิศักดิ์ สุทธิจิตต์ (โพสต์ โปรดักชั่น) / กันตนาฟิล์มแล็ป (เทคนิคฟิล์มแล็ป) / กันตนาฟิล์มแล็ป (ผสมเสียง) / สตูดิโอบางกอก (กล้อง/ไฟ)


ตบย่อ...ย่อ

 

...ณ สนามแข่งขันวอลเล่ย์บอลชายหาดชิงแชมป์ประเทศไทย หญิงสาวในชุดกีฬากำลังมุ่งมั่นต่อสู้เก็บทุกแต้มคะแนนเพื่อคว้าชัยชนะ

...แต่ที่กองเชียร์ข้างสนาม มีชายหนุ่มธรรมดา ๆ อยู่คนหนึ่ง ชายหนุ่มที่กำลังนึกสงสัย

...เวลารักใครจริง ๆ สักคน เราต้องทำสักกี่คะแนนจึงจะชนะ?

...ท่ามกลางแสงแดดร้อนระอุของชายหาดพัทยา การแข่งขันวอลเลย์บอลชายหาดรอบชิงชนะเลิศปีนี้ ทำให้หัวใจของผู้ชายคนหนึ่งเปลี่ยนไปตลอดกาล

...แซนด์ (ฟลุค–จิตรกร บุญสอน) หัวโจกแก๊งท้องถิ่นชายหาดพัทยา เด็กหนุ่มเดินดินใช้ชีวิตไปวัน ๆ จนกระทั่งได้พบเน็ท (ซาร่า มาลากุล เลน) นักวอลเล่ย์บอลชายหาดดาวรุ่งที่จับคู่ลงแข่งคู่กับโอปอล (แหม่ม-มารีออน อัฟโฟลเทอร์) จนคว้าแชมป์มาหลายทัวร์นาเมนท์

...แซนด์พยายามใกล้ชิดเน็ท แต่เน็ทกลับมีความรู้สึกผูกพันกับพีท (ติว-ศิวัส นฤภัย) โค้ชหนุ่มที่เน็ทมองเห็นเขาเป็นฮีโร่มาตั้งแต่เด็ก

...การแข่งขันรอบชิงชนะเลิศใกล้เข้ามา ทีมคู่แข่งน่ากลัวของเน็ทคือ เรย์โกะ (ลูกหมี-รัศมี ทองสิริไพรศรี) แชมป์วอลเล่ย์บอลจากญี่ปุ่นเชื้อสายไทยกับน้ำหวาน (ไอซ์-อภิษฎา เครือคงคา) เรย์ไม่เพียงนำการเปลี่ยนแปลงมาสู่เกมวอลเล่ย์บอล แต่เรย์ยังทำให้ปมความรักที่ผูกมัดพวกเขาทุก ๆ คนไว้ ยิ่งพลิกผันมากขึ้นอีก

...เหตุการณ์ทั้งหมดอยู่ในสายตาของเจ๊แต๋ว (เจเน็ต เขียว-นงนุช สมบูรณ์) สาวใหญ่เจ้าของบาร์ในพัทยา เจ๊แต๋วเฝ้าดูความเป็นไปในความรักของหนุ่มสาว พร้อมทั้งให้คติเตือนใจน้อง ๆ ว่า "ความหวังไม่ได้มีให้เราสมหวัง แต่มีให้เราไขว่คว้า"

...ความหวังของแซนด์จะได้สว่างสดใสเหมือนแสงแดดบนหาดทรายได้หรือ

...เน็ทจะเอาชนะเกมในสนามได้หรือไม่

...นอกสนาม ความมุ่งมั่นของแซนด์จะเอาชนะใจเน็ทหญิงสาวที่ดื้อรั้นคนนี้ได้ไหม

...ร่วมเชียร์ให้กำลังใจเขาและเธอได้ในภาพยนตร์รักใสสะอาด "เพราะรักครับผม"

นักแสดง:

จิตรกร บุญสอน .... แซนด์ 
ซาร่า มาลากุล เลน .... เน็ท 
รัศมี ทองสิริไพรศรี .... เรย์โกะ 
อภิษฎา เครือคงคา .... น้ำหวาน 
มารีออน อัฟโฟลเทอร์ .... โอปอล 
ศิวัส นฤภัย .... พีท 
นงนุช สมบูรณ์ .... เจ้แต๋ว 


วันที่เข้าฉาย: 24 พฤศจิกายน 2548 

 

เพื่อนสนิท

 

เพื่อนสนิท

  • Director: คมกฤษ ตรีวิมล
  • Starring: ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์, มณีรัตน์ คำอ้วน, ศิรพันธ์ วัฒนจินดา
โปสเตอร์หนัง เพื่อนสนิท


ชื่อภาษาอังกฤษ : Dear Dakanda

คำโปรย : คุณเคยแอบรัก "เพื่อน" มั้ย?

จากหนังสือสารคดีท่องเที่ยวยอดเยี่ยมรางวัลนายอินทร์ อวอร์ด ที่หลายคนบอกว่าอบอวลด้วยกลิ่นไอรักมากกว่าหอมกลิ่นสายลมหรือแสงแดด กว่า 1,500 กิโลเมตร จากทิวเขาและไอหมอกในจังหวัดเชียงใหม่ สู่ไอน้ำเค็มของหมู่เกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎ์ธานี "เพื่อนสนิท" ติดตามความรักของ ไข่ย้อย หนุ่มนักศึกษาศิลปะ คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในเชียงใหม่ ที่เกิดขึ้นสองครั้งสองครากับ เพื่อนสองคน
 

2 เดือนที่แล้ว ชายหนุ่มคนหนึ่ง รวบรวมความกล้าบอกรักเพื่อนสนิท

2 เดือนต่อมา ชายหนุ่มคนเดิม เป็นฝ่ายถูกบอกรักบ้างโดยเพื่อนสนิทอีกคน

เนื้อเรื่องย่อ:

กว่า 1500 กิโลเมตร จากทิวเขาและไอหมอกในจังหวัดเชียงใหม่สู่ไอน้ำเค็มของหมู่เกาะพะงัน จังหวัดสุราษฏ์ธานี ความรักของ ไข่ย้อย หนุ่มนักศึกษาศิลปะ คณะวิจิตรศิลป์มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในเชียงใหม่ ที่เกิดขึ้นสองครั้งสองครากับเพื่อนสองคน ที่เชียงใหม่ "ไข่ย้อย" (ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์) คือ หนุ่มเมืองกรุงฯ จากโรงเรียนชายล้วนที่แสนขี้อาย เขาไม่กล้าคุยกับผู้หญิง พูดตะกุกตะกักทุกครั้งที่มีสาวๆ เข้ามาทัก เป็นเหตุให้ต้องคอยหลบเลี่ยงอยู่เสมอ จนกระทั่งหญิงสาวท่าทางสดใส กระฉับกระเฉงเกินมาตราฐานสาวเหนือทั่วไปเข้ามาสมัครเป็นเพื่อน เธอชื่อ "ดากานดา" (ศิรพันธ์ วัฒนจินดา) ซึ่งสำหรับไข่ย้อย ช่างเป็นชื่อที่แปลก แต่มีเสน่ห์สมตัวเจ้าของเป็นที่สุด ไข่ย้อยแอบหลงรักดา กานดาแต่ไม่เคยเอ่ยปาก ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ขยับเข้าใกล้มากที่สุดที่คำว่า เพื่อนสนิท เพราะดากานดามีคนที่เธอรัก ซึ่งไม่ใช่เขา
 
ที่พะงัน "ไข่ย้อย" คือ อาร์ติสหนุ่มจากเชียงใหม่ ที่อุตส่าห์ดั้นด้นมาเป็นคนไข้ถึงสถานีอนามัยแห่งเดียวบนเกาะ ไข่ย้อยพลัดตกจากดาดฟ้าเรือ ขาหักจากการพยายามขึ้นไปเล่นบทพระเอกมิวสิควิดิโอ ท่ามกลางคนแปลกถิ่นหน้าเข้ม พูดจาเร็วปรื๋อ ไข่ย้อยได้พยาบาลสาวตาโต ยิ้มเก่ง เป็นคนคอยดูแล เธอชื่อ "นุ้ย" (มณีรัตน์ คำอ้วน) ซึ่งสำหรับไข่ย้อย รอยไมตรีที่เธอจ่ายให้เขาบ่อยกว่าจ่ายยา ทำให้เขาสมัครเป็นคนไข้ไม่มีกำหนดหายอย่างเต็มใจ ไข่ย้อยรู้ว่านุ้ยมีใจให้เขา แต่เธอก็ไม่เคยเอ่ยปาก ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ขยับเข้าใกล้มากที่สุดที่คำว่า เพื่อนสนิท บางทีเธอคงรู้ว่า เขามีคนที่รัก ซึ่งไม่ใช่เธอ
 
ความรักของคนสามคน เกิดขึ้น สองสถานที่ สองเวลา ความรักของคนคู่ใดจะก้าวพ้นคำว่า เพื่อนสนิท ความรักของไข่ย้อย จะจบลงที่ไหน ภูเขา หรือ ทะเล
 
 

นักแสดง :

ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์ ไข่ย้อย 
ศิรพันธ์ วัฒนจินดา ดากานดา 
มณีรัตน์ คำอ้วน นุ้ย 
อิศยม รัตนอุดมโชค  
ธนาบดินทร์ ยงสืบชาติ  
ปาณิสรา พิมพ์ปรุ 
 
ความยาว: 120 นาที
ระบบถ่ายทำ: ฟิล์ม 35 มม., สี
วันที่เข้าฉาย: 6 ตุลาคม 2548
 
ที่มา : บริษัทผู้สร้าง จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ภาพยนตร์

ตัวอย่างภาพยนตร์ เพื่อนสนิท

มหา’ลัย เหมืองแร่

 

โปสเตอร์หนัง มหา’ลัย เหมืองแร่

คำโปรย : “จากหนึ่งในหนังสือร้อยเล่มที่คนไทยควรอ่าน สู่หนึ่งในภาพยนตร์ที่คนไทยควรดู”

เนื้อเรื่องย่อ: ปี พ.ศ. 2492 โชคชะตาของเด็กหนุ่มคนหนึ่ง ได้นำพาให้เขาต้องเดินทางข้ามฟากจากโลกศิวิไลซ์ในเมืองหลวง ไปสู่อีกโลกหนึ่งอันไกลแสนไกล “อาจินต์ ปัญจพรรค์” ในวัย 22 ปี คือเด็กหนุ่มคนนั้น เขาถูกรีไทร์จากคณะวิศวะฯ ปี 2 ...นั่นเองเป็นจุดสิ้นสุดของความเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย แต่ในขณะเดียวกัน มันคือจุดเริ่มต้นของการเดินทางไปสู่การเรียนรู้ชีวิตจริงที่ไม่สามารถเรียนรู้จากตำราเล่มไหน มันไม่ได้มีวางขายทั่วไปและหาซื้อได้ด้วยเงิน มันต้องแลกด้วยเวลาและหัวใจ ...สู้ - ท้อแท้, สนุก - เศร้า, พบ - จาก... 

อาจินต์ในเวลานั้น ขณะที่เขานั่งอยู่บนรถขนหมูที่วิ่งจากภูเก็ตไปพังงา ยังไม่รู้เลยว่าอนาคตจะเป็นเช่นไร ไม่รู้จักกระทั่งสถานที่ที่เขากำลังจะไป สำหรับเขา จ.พังงา อ.ตะกั่วทุ่ง ต.กระโสม เคยเป็นเพียงสถานที่อันไม่มีความสำคัญใดใดแม้เพียงจะจุดลงบนแผนที่ แต่ในวันนี้ มันกำลังจะกลายเป็นสถานดัดสันดานที่ถูกพ่อส่งให้ไปอยู่ 

อาจินต์มาถึงเหมืองกระโสม ที่นี่เขาได้พบและสัมภาษณ์งานกับนายฝรั่ง และนายฝรั่งก็รับเขาเข้าทำงานในตำแหน่งที่นายฝรั่งเรียกว่าเป็น “สมุดพก” ให้กับแก นั่นหมายถึงการฝึกงาน การติดตามนายฝรั่ง และทำงานแทนคนงานที่ขาดงาน อาจินต์ภูมิใจกับงานที่ได้รับ 

และที่นี่ วันนี้ ชีวิตปี 1 ในมหา’ลัย เหมืองแร่ได้เริ่มขึ้นแล้ว...

เขาต้องสู้และเรียนรู้อยู่กับมหาลัย และจะเจอกับอุปสรรคอะไรบ้าง กับมหาลัยชีวิตแห่งนี้

นักแสดง:

พิชญะ วัชจิตพันธ์ .... อาจินต์ ปัญจพรรค์ 
ดลยา หมัดชา .... สาวละเอียด 
นิรันต์ ซัตตาร์ .... พี่จอน 
สนธยา ชิตมณี .... ไอ้ไข่ 

ความยาว: 111 นาที
ระบบถ่ายทำ: ฟิล์ม 35 มม., สี
วันที่เข้าฉาย: 26 พฤษภาคม 2548

ที่มา : บริษัทผู้สร้าง จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ภาพยนตร์

หากเอ่ยชื่อของ อาจินต์ ปัญจพรรค์ หลายคนคงคุ้นหู และเคยได้ยินชื่อเสียงในด้านวรรณกรรมของเขาเป็นอย่างดี ยิ่งหากเป็นคนในวงการน้ำหมึกด้วยแล้ว คงทราบกันดีว่า เขาคือนักเขียนที่มีสไตล์การประพันธ์แบบตรงไปตรงมาฉะฉาน จนดูน่าเกรงขาม ถึงแม้จะเคยฝากผลงานต่างๆ ไว้ในวงการมากมาย รวมไปถึงการสร้างนักประพันธ์ฝีปากกาเข้มข้นอีกนับไม่ถ้วน ไม่ว่าใครจะยกให้เป็นอะไรก็ตาม ตัวเขายังคงยืนยันว่า เขาเป็นเพียงนักเลงในตรอกวรรณกรรมเท่านั้น

ประสบการณ์ชีวิตที่ทรงคุณค่าของเขา ถูกร้อยเรียงเป็นตัวอักษรลงในวรรณกรรมชิ้นเอก ที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง เหมืองแร่ คืออดีตที่เขาบรรจงประพันธ์ขึ้น เพื่อให้โลกได้รับรู้ถึงด้านมืดของชีวิต ที่เขาต้องฟันฝ่าให้ผ่านจุดนั้นมาให้ได้ ด้วยความอดทนและอุตสาหะ วันนี้บันทึกชีวิตวัยหนุ่มของเขา กำลังจะกลายเป็นภาพยนตร์ 'ชีวิตรักชีวิต' ที่คนไทยไม่ควรพลาด มหา'ลัย เหมืองแร่ ผลงานกำกับเรื่องที่ 2 ของผู้กำกับฯ จิระ มะลิกุล

ปีพุทธศักราช 2546 ภาพยนตร์เรื่อง 15 ค่ำ เดือน 11 ผลงานกำกับฯเรื่องแรกของ จิระ มะลิกุล ได้สร้างปรากฏการณ์ให้กับวงการภาพยนตร์ครั้งใหญ่ ด้วยเรื่องราวความเชื่อของชาวท้องถิ่นในแถบอีสาน จนสามารถกวาดรางวัลจากทุกสถาบันกว่า 21 รางวัล นับจากวันนั้น ชื่อของ จิระ มะลิกุล ก็สามารถเข้าไปนั่งในใจของแฟนหนังไทยได้อย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ผลงานของเขากลายเป็นที่กล่าวขานมาจนถึงปัจจุบัน และในปีพุทธศักราช 2548 นี้ บริษัท จีเอ็มเอ็ม ไท หับ และ จิระ มะลิกุล กำลังจะสร้างความยิ่งใหญ่ให้แก่วงการภาพยนตร์อีกครั้ง ด้วยการหยิบเอาวรรณกรรมชิ้นเอกเรื่อง 'เหมืองแร่' หนังสือ 1 ใน 100 เล่มที่คนไทยควรอ่าน ผลงานของ อาจินต์ ปัจพรรค์ ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ มาสร้างเป็นภาพยนตร์ ตามความฝันและความเชื่อมั่นของเขา


มหาลัย สอนให้รักชาติ เหมืองแร่ สอนให้รักชีวิต

"ทฤษฎีปลั๊กไฟเนี่ย ผมเปรียบกับเวลาเราจะสอนน้องใหม่ ๆ ทำงานหรือทำอะไรซักอย่าง ผมรู้สึกว่ามนุษย์เรามีการเรียนรู้ในความกลัวติดตัวมาแต่ต้นอยู่แล้ว ไม่ต้องไปบอกเขาก่อนหรอก คือสมมติว่าถ้าเราปล่อยเด็กคนหนึ่งคลานอยู่ในห้องนี้ เขาก็จะคลานไปในทุก ๆ ที่ที่เขาจะไปได้ เขามีอิสระมาก ถ้าไม่มีประตู เขาก็จะคลานออกไปข้างนอก ถ้าไม่มีประตูใหญ่ เขาก็จะคลานไปที่ถนน แต่ว่าทันทีที่เขาคลานไปแล้วมีปลั๊กไฟอยู่ปลั๊กหนึ่ง แล้วเขาเอานิ้วไปแหย่แล้วมันมีไฟดูด ตั้งแต่นั้นเป็นต้นไปผมเชื่อว่า เด็กคนนั้นจะไม่คลานไปตรงพื้นที่รอบ ๆ ปลั๊กไฟนั้นอีกแล้ว แล้วที่อยู่ของเขาก็จะแคบลง ๆ

ผมจะชอบสอนน้อง ๆ ที่ทำงานด้วยกันโดยการไม่บอกตำแหน่งปลั๊กไฟให้เขาก่อน คือไม่ว่าผู้ช่วยผมที่นี่ หรือว่าใครที่ทำงานกับผม ผมชอบให้เขาเตลิดไปให้ไกลก่อน ให้โดนไฟดูดเลย ผมว่าอันนี้เป็นเรื่องที่มนุษย์คนหนึ่งน่าจะสัมผัส คือผมไม่เชื่อเรื่องการจับมือสอนครับ คือแต่ละคนมันมีชิ้นส่วนของความสามารถและความคิดมาผิดกัน ผมไม่เชื่อว่าผมจะสอนใครให้มาเหมือนผมได้ เพราะว่าเราไม่มีทางเหมือนกัน คือในอดีตที่ผ่านมา มันไม่มีใครเหมือนเราเลย แล้วจากวันที่เราจะตายไป เราก็ไม่มีทางที่จะเหมือนใครอีก เพราะฉะนั้นมันไม่มีประโยชน์ที่จะให้ใครมาเหมือนผม ฉะนั้นผมก็จะปล่อยให้ใครเขาทำผิดไปเลย ซึ่งตรงนี้มันเป็นโชคชะตาจริง ๆ หลายครั้งน้อง ๆ ผู้ช่วยที่ผมเทรนด์ก็โดนไฟดูดจนท้อแท้ คือเขาไม่สามารถผ่านขั้นตอนของการเรียนรู้ด้านปลั๊กไฟได้ คือคนที่เรียนรู้ได้คือคนที่รู้ว่ามีปลั๊กไฟ แต่ก็ยังสามารถจะคลานเข้าไปในพื้นที่ตรงนั้นโดยไม่เอานิ้วไปแหย่ แต่ส่วนใหญ่พื้นที่รอบ ๆ ปลั๊กไฟจะกลายเป็นพื้นที่อันตรายสำหรับคนนั้นไปเลย แล้วตัวเขาก็จะเหลือพื้นที่น้อยลงจนไม่สามารถทำอะไรได้"

(จิระ มะลิกุล, ผู้กำกับ "มหา'ลัยเหมืองแร่", a day 57, พฤษภาคม 2548

เปิดตัวนักแสดง มหาลัยเหมืองแร่

เขียนโดย Deknang
พฤหัสบดี, 23 กันยายน 2004

...ถูกจับตามองตั้งแต่ประกาศว่าจะนำบทประพันธ์เรื่องดังอย่าง "เหมืองแร่" ของอาจินต์ ปัญจพรรค์ มาสร้างเป็นภาพยนตร์เรื่องที่ 2 ของตน จิระ มะลิกุล ผู้กำกับอารมณ์ดีเพิ่งได้ฤกษ์เปิดตัวนักแสดงนำของเรื่องไปเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา

"ถ้าผมจะทำหนังสักเรื่องหนึ่ง เรื่องที่ผมอยากทำ อยากเห็นและมั่นใจว่าผมทำได้ดีคือเหมืองแร่ ผมมั่นใจว่าทำได้ดีแน่ ๆ เลย ภาพที่อาจินต์เขียนมันชัดเสียจนผมสามารถคิดได้เลยว่ามันน่าจะเป็นอย่างไร ผมอยากให้วัยรุ่นที่กำลังเรียนหรือกำลังจะจบ ได้ซาบซึ้งในอุดมคติของความเป็นคน แม้คนอย่างอาจินต์จะรีไทร์มาแล้วกว่า ๔๐ ปี แต่ทำอย่างไรถึงจะทำให้คนรุ่นนี้เข้าใจได้ว่า อุดมคติยังเหมือนเดิม กาลเวลาเท่านั้นที่เปลี่ยนไป ค่าของคนคือสิ่งที่เรากำลังแสวงหามากกว่าไม่ว่าจะสี่ปีในมหาวิทยาลัย หรือสี่ปีในเหมืองแร่มันก็แทนกันได้ เพราะฉะนั้น มันเป็นหน้าที่ของผมที่จะต้องทำให้ความรู้สึกอันนี้ไปสู่คนรุ่นใหม่ให้ได้"

...เหมืองแร่ เป็นงานเขียนสุดคลาสสิค (142 เรื่องสั้น) ที่อาจินต์ถ่ายทอดและสะท้อนมุมมองชีวิตของตนเมื่อครั้งถูกส่งไปทำงานเหมืองแร่เมื่อครั้งยังเยาว์

"กาลเวลาทำให้ชีวิตอยู่ในสภาพซ้อนของแต่ละวินาทีที่คาบเกี่ยวกัน เราอยู่ในซากของผิวหนังและเซลล์ที่กลายเป็นอดีตอยู่ทุกวินาทีจากครั้งนั้นมาสู่ครั้งนี้นาน ๒๔ ปี ทุกอย่างเปลี่ยนไป เหมืองเปลี่ยนไปแร่ร่อยหรอไป อาชีพเปลี่ยนไปชีวิตประจำวันเปลี่ยนไป สังคมรอบตัวเปลี่ยนไป แต่มีสิ่งที่ยั่งยืนอมตะคือแผ่นดิน"

...ผู้กำกับและทีมงาน ได้คัดเลือกนักแสดงนำหน้าใหม่ทั้งหมดเพื่อความสมจริงตามต้นฉบับ ซึ่งเจ้าของบทประพันธ์ที่มาร่วมงานครั้งนี้ด้วยก็ยืนยันว่า "ใช่" ทุกคน

...เริ่มจากบท อาจินต์ เจ้าของเรื่องที่เป็นหนุ่มวิศวะเมืองกรุงผู้ถูกเนรเทศไปพังงาฟ้าแดง หนังได้หนุ่มนักเรียนนอกนามว่า บี - พิชญะ วัชจิตพันธ์ ที่กำลังศึกษาปีที่สาม คณะวิทยาศาสตร์ Major Biology ที่ University of California Santi Cruz มารับบท

...ส่วนบทนางเอกของเรื่อง ทีมงานเลือก ดลยา หมัดชา สาวสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ ปี 3 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มารับบท สาวละเอียด น้ำหล่อเลี้ยงหัวใจหนุ่มเหมือง

...Anthony Howard Gould รับบท นายฝรั่ง ฮีโร่แห่งการทำงานผู้ยอมตายคางาน

...สนธยา ชิตมณี หรือ สน เดอะสตาร์ มา รับบท ไอ้ไข่ ลูกมือรังวัดจอมกะล่อนอย่างน่ารัก

...นิรันต์ ซัตตาร์ รับบท พี่จอน นายเรือขุดที่ปากพ่น อังกฤษ–มาเลย์–ใต้ ได้คล่องราวกับพัดลม

...งานนี้ผู้กำกับได้ชี้แจงถึงการเปลี่ยนชื่อเรื่องในครั้งนี้ด้วยว่า "เรื่องของคุณอาจินต์เป็นเรื่องสั้น มีถึง 140 ตอน เป็นชื่อต่างๆ มีเรื่องราวต่างๆ แล้วผมเลือกมาทำในประเด็นที่มองว่าเหมืองแร่เป็นเหมือน มหาวิทยาลัย เพราะถ้าทำเป็นเรื่องเหมืองแร่เลยมันจะดูเหมือนแอบอ้างเกินไป ซึ่งมันควรจะออกมาเป็นเวอร์ชั่นที่ผู้กำกับฯเลือก ซึ่งผมเลือกเรื่องออกมาแล้วมาทำ เหมือนกับว่าใครเลือกมาแล้วจะปรุงให้เป็นรสชาติไหน"

บี-พิชญะ ยก มหา’ลัย เหมืองแร่ เป็นแบบอย่างมหา’ลัยชีวิต

บี-พิชญะ วัชจิตพันธ์ พระเอกน้องใหม่จากภาพยนตร์เรื่อง มหา’ลัย เหมืองแร่ ยกภาพยนตร์ มหา’ลัยเหมืองแร่ วรรณกรรมเรื่องเยี่ยมของ อาจินต์ ปัญจพรรค์ ศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์ เป็นสุดยอดมหา’ลัย ของชีวิตตัวเอง ที่สอนให้เรียนรู้วิธีการใช้ชีวิตในแบบฉบับที่หาไม่ได้ในชีวิตวัยรุ่นทั่วไป

พิชญะ เล่าว่า "หนังมหา’ลัย เหมืองแร่ เป็นเหมือนสถาบันนอกระบบที่สอนให้ผมรู้จักชีวิตมากขึ้น บทอาจินต์ได้เปลี่ยนชีวิตผมจากคนขี้อายกลายเป็นคนกล้าบ้าบิ่น กล้าทำในสิ่งที่ตัวเองไม่เคยทำมาก่อน และพี่เก้งเป็นครูสอนบทเรียนแรกให้กับผม ทำให้ผมรู้ว่าทุกที่สามารถเป็นมหา’ลัย ให้กับเราได้ มหา’ลัย เหมืองแร่ คือการเรียนรู้ชีวิตที่เราไม่สามารถหาได้จากการเรียนในมหาวิทยาลัยทั่วไป ในขณะเดียวกันพี่เก้งก็สอนให้ผมใจเย็น มองโลกในแง่ดี และสิ่งสำคัญที่สุดคือหนังเรื่องนี้ทำให้ผมกล้าที่จะก้าวเข้าหาโอกาส กล้าที่จะทำความฝันของตัวเองให้เป็นจริงด้วยการสมัครเข้ามารับการคัดเลือกบทอาจินต์ในเรื่องนี้ครับ"

จากหนึ่งในหนังสือร้อยเล่มที่คนไทยควรอ่าน
สู่หนึ่งในภาพยนตร์ที่คนไทยควรรู้

มหา’ลัย เหมืองแร่ อำนวยการสร้างโดย GMM ไท HUB กำกับและเขียนบทโดย จิระ มะลิกุล ออกแบบงานสร้างโดย เอก เอี่ยมชื่น นำแสดงโดย พิชญะ วัชจิตพันธ์, Anthony Howard Gould, นิรันต์ ซัตตาร์, สนธยา ชิตมณี, ดลยา หมัดชา

 

มหา'ลัย เหมืองแร่ : ยิ้มไว้ เหมืองนี้ไม่มีสิ้นหวัง
เขียนโดย Obelisk
พฤหัสบดี, 19 พฤษภาคม 2005

ความลำบากยากเข็ญอันดับต้น ๆ ของสมองฉัน คือการขุดพูดถึงหนังไทยดี ๆ ซักเรื่องหนึ่ง เพราะโดยปกติและเป็นอาจิณ ฉันมักพร่ำบ่นหนังไปอย่างไร้สาระ ก็หนังมันไม่มีเรื่องดี ๆ ให้พูดถึงนี่นา

"มหา’ลัยเหมืองแร่" เป็นหนังไทยเรื่องหนึ่งที่สร้างความลำบากใจอย่างมากกับฉัน จากครั้งที่ได้สัมผัสงานหนังเรื่องแรกของ "พี่เก้ง จิระ มะลิกุล" อย่าง "15 ค่ำ เดือน 11" ที่บอกเล่าความเชื่อในปาฏิหาริย์ของชาวบ้าน การโกหกสีขาวบนความศรัทธาที่มีต่อความเชื่อตัวเอง และเลือกที่จะเล่าแบบเรียบง่าย แต่ได้มัดใจจนน้ำตาซึม ฉันเชื่อว่า นี่คือผู้กำกับที่จะทำให้เราเซื่อในสิ่งที่เขาเฮ็ดเสมอ ไม่ว่าเขาจะเลือกมองอะไร

ความสำเร็จของหนังและน้ำเสียงปลาบปลื้มจากคนดู ทำให้เราเห็นภาพพี่เก้งอิ่มเอม ยิ้มอิ่มบุญอยู่เสมอ แล้ววันหนึ่งความเป็นนายจิระ มะลิกุล ก็ทำให้พี่เก้งเลือกเฮ็ด "มหา’ลัยเหมืองแร่" จากเรื่องสั้น 142 ตอน อันว่าด้วยชีวประวัติ และจากปลายปากกาคน ๆ เดียวกันกับศิลปินแห่งชาติชั้นปรมาจารย์ของสยามประเทศ "อาจินต์ ปัญจพรรค์" เรื่องสั้นที่จารึกไว้ในวงการวรรณกรรมไทยมาอย่างยาวนานตั้งแต่ปี พ.ศ. 2497-พ.ศ. 2526

"เหมืองแร่โชว์"

หนังพูดถึงการ Coming Of Age การค้นพบ การได้เรียนรู้บางสิ่งของ "บทเรียนจากเหมืองแร่" ด้วย "ภาษาศิลป์" จาก "คำสารภาพของนักเขียนเหมืองแร่" มี นายอาจินต์ (พิชญะ วัชจิตพันธ์) ให้เสียงบรรยายประกอบ เมื่อเลือกที่จะ "หนีหรือสู้" ในช่วงปี พ.ศ.2492-พ.ศ.2496 จากนิสิตวิศวะจุฬาฯ พกพาใบแสดงสถานภาพวุฒิการศึกษารีไทร์ "ไปด้วยกัน" ระเห็จตัวเองในสภาพที่ "สีชมพูยังไม่จาง" แต่จำลาจากกรุงเทพฯ ไปสมัครงานที่ "เบ้าหลอมแห่งใหม่" เหมือง กระโสมทิน เทรดยิ่ง จังหวัดพังงา ด้วย "มือที่เปิดประตูเหมือง" ในวัย 22 ปี เมื่อสิ้น "สุดสายฝน" ของ "ฝนเหมืองแร่" บรรดาเสมียนออฟฟิศ พลพรรคคนงาน กุลี ช่าง โฟร์แมนทั้งหลาย ก็ยืนเรียงรายออกมาทักทายต้อนรับน้องใหม่เฟรชชี่ปีหนึ่ง "คนละที" ที่นี่มีนายฝรั่งใจดีเป็นชาวซิดนีย์ ที่ทำเอาเขาซาบซึ้งกับ "น้ำใจนายงาน" ต่างชาติคนนี้

อาจินต์บอกกับทุกคนว่า จะเก็บเงินเพื่อกลับไปแต่งงานกับหญิงสาวคนรักที่พาความทรงจำติดกระเป๋ามาด้วย ทุกคืนเขามี "บ้านแสนสุข" ที่พักที่ใช้หลับนอน และซุกร่างกาย "สุราบัณฑิต" ยามเมามาย เป็นบ้านไม้ที่ห่อกายคลุมโปงด้วยความเงียบสงัดของป่า ชีวิตของอาจินต์ที่เหมืองแร่จึงอาบไปด้วยไอแดดร้อนระอุระห่ำ เปียกปอนตากห่าฝนที่ตกหนักขนาดภูเขาละลาย ใบไม้โงหัวไม่ขึ้น มอมแมมด้วยหยาดเหงื่อที่ตรากตรำทำงานในเรือขุดลำใหญ่ที่รู้จักมักคุ้นใน "ค่าของดิน" เพื่อควานหา "ทรัพย์ในดิน" ราวกับเล่น "สงกรานต์เหงื่อ" และหลังเลิกงานมักมีงาน "คืนสู่เหย้า" คืนสู่วงเหล้า

ทุกค่ำคืนสังสรรค์ร่ำสุราพาเพลินเพื่อขับไล่ความเหงา ความคิดถึงคนไกลออกจากกาย และเสือกไสกระแสธารไทยนิยมเข้าสู่ลำคอ ในร้านกาแฟที่อุปโลกน์ว่า เป็นดั่งคลับสโมสรของโกต๋อง เจ้าของร้านวิญญาณนักเศรษฐศาสตร์ มีเพื่อนในแวดวงโต๊ะอนุสรณ์สถาน "อนุสาวรีย์แห่งความปากบอน" ทั้งไอ้ไข่ลูกน้องแสนรักแสนชัง ที่มักสำแดง "ทีเด็ดของไอ้ไข่" เป็นกิจวัตร, ตาหมาผู้ซึ่งไม้เบื่อไม้เมา "คู่สร้าง" คู่สมกับไอ้ไข่, พี่จอนนายหัว "ลูกพี่ของข้าพเจ้า" ผู้หัวใจ "นักเลง" สอนให้รู้ว่า "ในเหมืองแร่มีนักเลง" รวมทั้งมากหน้าหลายตาของพวกคนงานหมุนเวียนกันมาสร้างสีสันเรื่องแปลกเรื่องสนุก เรื่องราวของ "ฝูงชนที่กำเนิดคล้ายคลึงกัน" ให้อาจินต์ได้คงเก็บมันไว้เป็น "ความหลังที่หวงแหน"

เมื่อ "เข็มทิศเปลี่ยนทาง" ด้วยอายุ 26 ปี อาจินต์จึงต้องกล่าวคำอำลา "สวัสดีเหมืองแร่" แล้วเดินบน "ตีนที่รู้จักเดิน" หันหน้าออกจากที่นี่หลัง "เหมืองล่ม" เดินทางกลับสู่การใช้ชีวิตเยี่ยงคนกรุงเทพฯ ก้าวย่างแรกที่เขามาเหยียบเหมืองมาแบบไม่มีอะไรติดตัว และ 4 ปี เขาจึงกลับออกไปแบบไม่มีสมบัติติดตัวอะไรเช่นกัน

แต่ 1 ปี หลังจากนั้น เรื่องสั้น "มหา'ลัยเหมืองแร่" จึงถือกำเนิดขึ้นบน "อดีตของคนอื่น" และอดีตที่กลายเป็นอนาคตไม่รู้วาย

หนังไม่ใช่ดราม่า เคล้าชีวิตอันสมบุกสมบัน แต่เป็นคลุก "ปรัชญาหน้าควันไฟ" ผสม "เลือดกับเหล้า" เคล้า "เหล้ากับยา" ผสาน "น้ำกับน้ำใจ" บน "จังหวะชีวิต" ของบรรดาผู้คนต่างถิ่น ต่างภาษาเหล่านี้ รวมไว้แบบไม่ขม

หนังของพี่เก้ง จึงเป็นหนังที่แม้อยู่ในถิ่นกันดาร บนการต่อสู้ของร่างกายทนอึดทายาดแค่ไหน มันยังมีความสนุกสนานของผู้ "คนกับสิ่งของ" จากเสียงหัวเราะเล็ดลอดออกมาของแต่ละชีวิตที่แตกต่าง ที่เรียกว่ามนุษย์ และมองเห็นความเป็นคนเชื่อมั่นในด้านดีของโลกอยู่เสมอ

ถ้า "สวรรค์เข้าข้างคนทำงาน" ด้วยความเชื่อและ "กาลเวลาพิสูจน์คน" จริงล่ะก็ คนดู คนอ่านคงเป็น "ผู้ตัดสิน" ให้ประจักษ์ได้ว่า "ระหว่างเรื่องจริงกับเรื่องแต่ง" บนแผ่นฟิล์ม ต่างล้วนทำให้ "ทุกคนค้นขุมทรัพย์" ใน "มหา'ลัยเหมืองแร่" เจอ

มหา'ลัยเหมืองแร่ : โรงเรียนลูกผู้ชาย  

เขียนโดย เจ้าชายน้อย 
 

พุธ, 08 มิถุนายน 2005


บทความชิ้นนี้ถูกเขียนขึ้นโดยผู้ที่ยังไม่ได้อ่านหนังสือ "เหมืองแร่" แต่อย่างใด เพราะฉะนั้นจึงเป็นการพิจารณาหนังในฐานะของหนังล้วน ๆ ครับนายอาจินต์ ถูกรีไทร์ออกจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ ตอนเรียนอยู่ปี 2เขาจำต้องทิ้งทุกสิ่งไว้เบื้องหลัง มุ่งหน้าลงใต้ไปยังเหมือนแร่ดีบุกกลางป่าเขา ตำบลกระโสม อำเภอตะกั่วทุ่ง จังหวัดพังงา

ที่นั่น เขาได้พบผู้คนมากมาย เรื่องราวดีร้าย ความทุกข์ ความสุข การงานอันยากลำบาก ความเงียบเหงาเปล่าเปลี่ยวและมิตรภาพดีงาม ที่ส่งผลเปลี่ยนแปลงบางสิ่งภายในตัวเขาไปตลอดชีวิต

ภาพยนตร์ "มหา'ลัยเหมืองแร่" ดัดแปลงจากเรื่องสั้นอมตะของ "อาจินต์ ปัญจพรรค์" ซึ่งตัวหนังสือนั้นถูกเคี่ยวจนเข้มข้นจากประสบการณ์ของผู้ประพันธ์โดยตรง

ว่ากันว่าตัวหนังสือนั้นเล่าเรื่อง เป็นตอน ๆ และกระทั่งตัวผู้ประพันธ์ยังออกตัวว่าเป็นหนังสือที่เหมาะสำหรับอ่านมากกว่าถูกสร้างมาเป็นภาพยนตร์

อย่างไรก็ดี ภายใต้ฝีมือของ "จิระ มะลิกุล" ผู้กำกับที่เคยทำให้ "15 ค่ำเดือน 11" กลายเป็นหนังไทยในใจของใครหลาย ๆ คน ก็ได้หาญกล้าหยิบเอาหนังสือเรื่องนี้มาดัดแปลงเป็นภาพยนตร์จนสำเร็จลงได้

หนังเต็มไปด้วยเสียงวอยซ์โอเวอร์เล่าเรื่อง ที่อาจทำให้หลายคนรำคาญ ในความเป็น -หนังที่สร้างจากหนังสือ- จนเต็มที่

หากแต่เสียงเล่าเรื่องนั้น กลับทำหน้าที่ทั้งในการชักนำคนดู และกันคนดูออกจากการมีส่วนร่วมกับนายอาจินต์ไปในตัว ในการดูหนังเรื่องนี้ เราไม่ได้ทำหน้าที่เป็นนายอาจินต์ หากเราทำหน้าที่เป็น คนอีกคน ที่ได้หลุดไปอยู่ในเหมืองแร่ด้วย

และด้วยการณ์นี้เอง หนังจึงอาจอ่อนด้อยในแง่ของความซาบซึ้ง หากอุดมไปด้วยความรู้สึกกึ่งถวิลหา โมงยามอันยากลำบากแต่มีความสุข อันเป็นความรู้สึกเดียวกับการเรียนมหาวิทยาลัยใน 4 ปีนั้น ในฐานะของผู้เรียน มันอาจเต็มไปด้วยประสบการณ์เลวร้าย สถานการณ์เสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย หรือเรื่องราวที่เราอยากลืมไปให้พ้น ๆ

หากแต่ในทางกลับกัน เมื่อเรามองย้อนกลับไป เวลาได้เยียวยาบาดแผลให้กลายเป็นเป็นเพียงรอยประสบการณ์ชำระล้างความทุกข์เศร้าให้กลายเป็นการเติบโต และทำให้เรื่องราวเลวร้ายกลายเป็นความขบขัน เวลาจะเลือนขมขื่นของทุกสิ่งจนมีรสหวาน และรสหวานแบบนั้น คือสิ่งที่ถูกบรรจุอยู่ในเหนังเรื่องนี้

ตัวหนังนั้นเล่าเรื่องโดยแบ่งออกเป็นช่วงเวลา 4 ปีของนายอาจินต์ในเหมืองแร่ ตั้งแต่เดินทางมา (อย่างยากลำบาก) เรียนรู้การใช้ชีวิตกลางป่าเขากับบรรดาผู้คนที่ไม่ได้เป็นสุภาพบุรุษที่เขารู้จัก หากแต่เป็นชายชาวบ้าน ผู้ทำงานอย่างหนักในถิ่นทุรกันดาร

จนกระทั่งเขาค่อย ๆ กลายเป็นส่วนหนึ่งของผู้คนเหล่านั้น ของสถานที่แห่งนั้น ตามตัวเรื่องสามารถเล่าออกมาเป็นหนังขายความประทับใจซึ้ง ๆ เกี่ยวกับมิตรภาพลูกผู้ชาย หรือหนังตลกขบขันว่าด้วยพฤติกรรมแปลก ๆ ของผู้คนในเหมือง

แต่หนังกลับเลือกที่จะอยู่ตรงกลางระหว่างสองขั้ว เพื่อมุ่งเน้นนำเสนอภาพของ ความเป็น -ลูกผู้ชาย- แบบที่อาจไม่ได้มีให้เห็นได้ง่ายดายนักในสังคมปัจจุบัน

"กินอย่าอาย ตายอย่ากลัว"

พี่จอนบอกกับอาจินต์ในครั้งหนึ่ง ถ้อยคำง่าย ๆ ที่บ่งบอกเนื้อแท้ของความเป็นลูกผู้ชายในโลกของเหมืองแร่ โลกที่ไม่ได้วัดความเป็นลูกผู้ชายที่ความหรูหราของวัตถุ หรือความสามารถในการจีบผู้หญิง หรือการประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน แต่วัดกันด้วยเกียรติและศักดิ์ศรี

ลูกผู้ชายในเหมืองแร่ ไม่ได้เป็นผู้คนที่ยิ่งใหญ่หรือเปลี่ยนแปลงโลก คนอย่าง พี่จอน พี่เลิศ พี่ก้อง กระทั่งไอ้ไข่ หรืออาจินต์ เป็นเพียง -กรรมกร- ตัวเล็ก ๆ ที่ไม่ได้คาดหวังพลิกฟ้าเปลี่ยนแผ่นดิน พวกเขาทำงานเพื่อแลกกับเงินจำนวนไม่มากนักสำหรับพอประทังชีวิต

แต่สิ่งที่สำคัญกับพวกเขาเหล่านั้นที่สุดมีเพียงสองอย่าง คือ เกียรติ และ มิตรภาพ นั่นคือสาเหตุที่พี่จอนยอมไปจากเหมืองแร่ และสาเหตุที่มีวงเหล้ากันทุกค่ำคืน

ภาวะลูกผู้ชายสุดแสนโรแมนติก ดิบเถื่อน และห้าวหาญในโลกของเหมืองแร่นั้น ในโลกจริงอาจเป็นเพียงเรื่องของคนโง่งม และไม่ยืดหยุ่น พวกเขาอาจเป็นได้เพียงแรงงานราคาถูก แต่ก็เป็นเช่นที่อาจินต์บอก "ผมทำงานเพื่อรายงานตัวเองว่า ไม่ได้เป็นกาฝากของที่นี่"

บางทีมันไม่สำคัญที่ผลสัมฤทธิ์ของงาน มันสำคัญที่วิธีการในการทำงานต่างหาก

นอกจากโปรดักชั่นที่ทำได้อย่างแนบเนียนแล้ว หนังยังได้การแสดงอย่างสนุกสนาน (และบางคนอย่างนายสนธยา หรือโกต๋อง อยู่ในขั้นน่าชื่นชมเลยทีเดียว) ของบรรดาตัวประกอบในเหมืองแร่ ที่ทำหน้าที่ของตัวเองได้อย่างดี

โดยรวมแล้ว "มหา'ลัยเหมืองแร่" อาจไม่ใช่ภาพยนตร์ที่สมบูรณ์ ซาบซึ้ง ไม่แม้แต่กระทั่งจะเป็นภาพยนตร์ตลกขบขัน แต่หนังก็เป็นเช่นเดียวกับผู้คนในเเหมืองแร่

สิ่งที่หนังเป็นคือการพูดถึง เกียรติ มิตรภาพ ศักดิ์ศรี ที่นับวันจะยิ่งเหือดแล้งแห้งหายไปในวิถีแห่งการแก่งแย่งแข่งขัน กับบางคน ชีวิตของอาจินต์ หลังกลับจากเหมืองแร่ อาจเป็นสี่ปีอันล้มเหลวสูญสิ้น

แต่ในที่สุด กาลเวลาได้พิสูจน์แล้วว่า สี่ปีนั้นมีคุณค่ามากมายเพียงใด

f o o t n o t e

...บทความชิ้นนี้ถูกเขียนขึ้นด้วยความอคติอยู่ในระดับหนึ่งทีเดียว สาเหตุหลักคือว่า พ่อของผมเป็นคนงานเหมือง (แต่เป็นเหมืองขุดแร่ในทะเล) สิ่งที่เกิดขึ้นในหนัง หลายอย่างผมเองก็เคยพบเห็นมาในครั้งยังเด็ก ดังนั้นจึงช่วยไม่ได้ที่ผมจะอินกับมันเป็นพิเศษ เพราะนี่เป็นหนังที่ทำให้ผมคิดถึงพ่ออย่างรุนแรงมากที่สุดครั้งหนึ่งครับ

 

 

 

 

 

เสือร้องไห้

 

โปสเตอร์หนัง เสือร้องไห้

ผู้กำกับ :

สันติ แต้พานิช

คำโปรย : "เรื่องจริงของชีวิตคนอีสาน ทำได้ทุกอย่าง"
"หนึ่งปี ไม่มีบท ของจริง เรียลลิตี้ฟิล์มเรื่องแรกของไทย"

เนื้อเรื่องย่อ: ภาพยนตร์ที่ นำเสนอในรูปแบบสารคดี-ชีวิต เรียลลิตี้ ฟิล์ม เล่าถึงชีวิตคนอีสาน 5 คน ที่มีความแตกต่างทั้งด้านวิถีชีวิตและจุดมุ่งหมายโดยสิ้นเชิง ทุกคนต้องเข้ามาอยู่ในกรุงเทพฯด้วยความจำเป็น ได้แก่ พรศักดิ์ ส่องแสง นักร้องหมอลำชื่อดังคนแรกของเมืองไทยที่เล่นคอนเสิร์ตมาแล้วทั่วโลก จุดมุ่งหมายคือเรื่องที่เรียบง่ายสำหรับเขา คนต่อมาคือ เหลือเฟือ มกจ๊ก นักแสดงตลกแรงงานอีสานที่อยู่ในกรุงเทพฯ คือกระจกสะท้อนตัวเองก่อนใช้นามสกุล “มกจ๊ก” คนที่สามคือ แมน หัวปลา อดีตพนักงานโบกรถที่ใส่ชุดเป็นสัตว์น้ำเชิญชวนลูกค้าหน้าร้านอาหาร ป.กุ้งเผา กับอาชีพใหม่ที่อยากมุ่งไปนั่นคือ “ตลกคาเฟ่” คนที่สี่คือ เนตร อินทรีเหล็ก สตั๊นท์แมนที่ใช้ชีวิตอยู่บนความเสี่ยงทุกวินาทีเพื่อเป็นหนทางนำไปสู่ “จา พนม 2” คนสุดท้ายคือ พี่อ้อย สิงห์นักขับ แท็กซี่อารมณ์ดีที่เพื่อนร่วมทางมักแปลกหน้าอยู่เสมอเส้นทางกลับบ้านคือถนนที่ไกลที่สุด

นักแสดง:

พรศักดิ์ ส่องแสง  
เหลือเฟือย ม๊กจ๊ก  

วันที่เข้าฉาย: 21 กรกฎาคม 2548

เล่าเรื่อง เสือร้องไห้ Reality Film เรื่องแรกของเมืองไทย

หายไปนานสำหรับข่าวของโครงการ ยักษ์เล็ก โครงการที่มุ่งหมายจะปั้นคนรุ่นใหม่เข้าสู่วงการภาพยนตร์เมืองไทย ด้วยความร่วมมือกันระหว่าง บริษัท สหมงคลฟิล์มอินเตอร์เนชั่นแนล , บา แรม ยู โดยมี ปรัชญา ปิ่นแก้ว และ ยุทธนา บุญอ้อม เป็นคนช่วยกันดูแล ในเบื้องต้นตอนนั้นมีหนังสามเรื่องที่ได้รับการสนับสนุนและผู้กำกับก็ล้วนเป็นคนรุ่นใหม่ทั้งสิ้น เรื่องแรก คน ผี ปีศาจ ผู้กำกับคือ มะเดี่ยว หรือ ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล ซึ่งก็ได้แสดงฝีมือไปแล้วและไม่ให้ผิดหวังเสียด้วย ส่วนเรื่องที่สอง Bangkok Traffic หนังที่บอกว่าใช้ผู้กำกับเปลืองสุด ถึงตอนนี้ก็เงียบหายไป ไม่รู้ไปถึงไหนแล้ว และสุดท้ายของโครงการก็คือ เสือร้องไห้ ของ สันติ แต่พานิช ที่ใช้เวลาทำเกือบ 2 ปี กว่าจะเสร็จเรียบร้อย โดยมีกำหนดเข้าฉาย 21 กรกฎาคม ที่จะถึงนี้ (ถ้าไม่โดนเลื่อนซะก่อน)

จะว่าไปแล้ว สันติ แต่พานิช ประกาศตัวไว้ตั้งแต่ต้นแล้วว่า เสือร้องไห้ จะนำเสนอความมหัศจรรย์ของคนอีสาน ที่มีความสามารถหลายรูปแบบ และสามารถปรับตัวได้ทุกสภาพอย่างที่หลายคนคิดไม่ถึง ซึ่งเราสามารถเห็นคนอีสารเป็นได้ทั้งลูกเรือประมง เป็นจับกัง นักร้อง กุ๊กอาหารญี่ปุ่น หรือแม้กระทั้ง พระเอกงิ้ว โดยแนวทางของหนังนั้น จะนำเสนอแบบ Reality Film คือเห็นอย่างไรก็ถ่ายมันออกมาอย่างนั้น ต้องลงไปคลุกคลีกับตัวละครที่เลือก พยายามเก็บภาพชีวิตเหล่านั้น มาร้อยต่อกันให้เป็นสารคดีที่น่าสนใจ ด้านการทำงานนั้นก็มีปัญหาเยอะเหมือนกัน เริ่มตั้งแต่การออกค้นหาชาวอีสานที่เข้ามาทำงานอยู่ในกรุงเทพ (ไม่น่ายากนะ...ดูได้จากปริมาณของร้านส้มต่ำซะก่อน) เลือกคนที่มีความน่าสนใจ ปัญหาอยู่ที่จะเลือกใคร อาชีพอะไร เพื่อที่จะได้เรื่องราวที่น่าสนใจที่สุด เมื่อเจอแล้วก็จะต้องติดตามถ่ายทำการดำเนินชีวิตของตัวละครเหล่านั้นในทุกด้าน ทั้งการงาน ความรัก ความฝัน ความเจ็บปวด และเหตุการณ์เฉพาะหน้าที่ไม่อาจคาดเดาได้

จากความพยายามเก็บข้อมูลค้นหาอยู่นาน ทำให้ในที่สุด สันติ ตกลงที่จะเลือกถ่ายทอดเรื่องราวความหวัง ความฝัน และความจริงของชีวิต 5 เสือของเขา ซึ่งประกอบไปด้วย ไอ้หนุ่มแขนซ้ายลายมังกร พรศักดิ์ ส่องแสง, เหลือเฟือ ม๊กจ๊ก , แมนหัวปลา , เนตรอินทรีเหล็ก และ พี่อ้อยสิงห์นักขับ ส่วนอะไรเป็นเหตุผลให้ สันติ เลือกถ่ายทอดชีวิตคนทั้ง 5 นั้น เขาให้เหตุผลในการเลือกแต่ละคนไว้ว่า

พรศักดิ์ ส่องแสง เป็นนักร้องเลือดอีสานที่ดังมาก ดังขนาดไหนนะเหรอ เอาเป็นว่าไม่มีใครไม่รู้จักเพลง สาวจันทร์กั้งโกบ ไม่เฉพาะเมืองไทยนะแต่เรียกว่าทั่วโลกเลยก็ได้มั้ง เป็นนักร้องหมอลำคนแรกของเมืองไทยที่ไปตระเวนเล่นคอนเสริต์มาแล้วทั่วโลก ดังเทียบเท่า เบิร์ด เลย แถมเคยเล่นคอนเสริต์เดียวกันมาแล้วด้วย แต่แล้วข่าวคราวของเขาก็ค่อยๆ หายไป ไม่มีใครรู้ว่าตอนนี้ พรศักดิ์ อยู่ไหนทำอะไร คนรวยขนาดเขาใช้ชีวิตอยู่ยังไงในสังคม ตอนไปถ่ายเราก็เริ่มรู้จักพี่เขามากขึ้น รู้เลยว่า เขาเคยอยู่ในจุดที่สูงสุดมากมาแล้ว ไปมาแล้วเกือบรอบโลก รวยมาก แต่ตอนนี้ไม่ต้องการอะไรเลย ต้องการแค่อยู่บ้านกับครอบครัว ไปร้องเพลงตามที่คนเชิญ ชีวิตมีความสุข เป็นคนที่มีสีสันมาก ชีวิตผ่านอะไรมาเยอะ ถือว่าโชคดีมากที่ได้เจอเขา

เหลือเฟือ ม๊กจ๊ก เป็นอีกคนที่มีชีวิตที่น่าสนใจ เขาเป็นคนที่เหมือนเป็นตัวแทนคนอีสานอีกคนที่ประสบความสำเร็จ เป็นนักแสดงตลกคาเฟ่อันดับต้นๆ ของเมืองไทย การเดินทางเข้ามากรุงเทพฯ ครั้งแรกก็เหมือนกับคนอืสานคนอื่นๆ เคยล้มลุกคลุกคลานอยู่ในเมืองหลายต่อหลายครั้ง เป็นชีวิตตลกที่ไม่ตลก แม้วันนี้จะมีชื่อเสียง แต่ก็ยังสามารถยกมือปาดน้ำตาได้ทุกครั้งที่หวนระลึกถึงความลำบากของอดีต

แมนหัวปลา เห็นเขาครั้งแรกก็สะดุดตามากเพราะดูแล้วรู้สึกว่าเป็น “ คนธรรมดาที่ไม่ธรรมดา ” แมนอดีตพนักงานในที่จอดรถของร้านอาหาร ปอกุ้งเผา หน้าที่ใส่หัวปลาแต่งตัวประหลาดยืนโบกรถร่วมกับสัตว์น้ำชนิดอื่นๆ หน้าร้านอาหาร เชิญชวนลูกค้าเข้าร้าน จุดมุ่งหมายเดียวที่ทำให้เขาทิ้งแผ่นดินอีสานมา คือ แม่ แต่ทำไปทำมาการใส่หัวปลาเต้นไปมาเรียกแขก ก็ไม่ได้ทำให้ชีวิตเขาดีขึ้น เขาจึงคิดหาทางอื่น ซึ่งสิ่งที่คิดได้ถัดมาก็คือ อาชีพตลก ความหวังครั้งใหญ่ที่เขาคิดว่ามันจะนำเขาไปสู่จุดมุ่งหมายได้เร็วขึ้น การถ่ายทอดชีวิตของ แมนหัวปลา เป็นเสมือนการถ่ายทอดรูปแบบชีวิตที่ต้องดิ้นรนหาหนทางฝ่าฟันไปข้างหน้าเพียงลำพัง

เนตรอินทรีเหล็ก อีกหนึ่งผู้ล่าฝันที่พยายามผลักดันตัวเองเข้าสู่วงการมายา ด้วยความหวังที่จะเดินตามรอย จา พนม ต้นแบบฮีโร่ของชาวอีสาน เขาฝึกฝนร่างกายให้เก่งเพราะหวังว่าจะเป็นฮีโร่นักบู๊คนต่อไป แต่เขาคิดว่าทางที่จะทำให้เก่งเท่าพระเอกนั้น ต้องเริ่มจากเป็นตัวแทนพระเอกซะก่อน ไม่ว่าเบื้องหน้าพระเอกจะต้องกระโดดตึก โดนเตะ คางแตก ไฟลวก ล้วนเป็นภารกิจของ เนตร ในอาชีพ สตั้นแมน ทั้งสิ้น เขาต้องเล่นเสี่ยงอันตรายทุกอย่างแลกกับเงินไม่ถึง 1 % ของค่าตัวพระเอก จนบางครั้งความเจ็บปวดของบาดแผล มันก็บาดลึกเข้าไปสู่หัวใจ และไหลออกมาจากดวงตาของชาย ผู้มีร่างกายแข็งแกร่งและมีศิลปะการต่อสู้รอบด้านอย่างเขาเหมือนกัน เราเลือกนำเสนอชีวิตของ เนตร เพราะเขาเป็นคนจิตใจดี มีความฝันที่บริสุทธิ์มาก พยายามเลียนแบบ จา พนม โดยจะซื้อวีซีดีทั้งของ พันนา , เฉินหลง , จา พนม มาดูตลอด เรียนรู้แบบถูก ๆ ผิด ๆ ปัจจุบันตัวเองอยู่ที่ทีมสตั้นท์ ไม่ได้มีงานมีเงิน แต่ฝันอยู่ตลอดเวลา ในหนังก็จะนำเสนออีกมุมของโลก สตั้นท์แมน ว่าจริงๆ มันเป็นอย่างไร มันไม่ได้น่าดูเหมือนกับโชว์ เขาไม่ได้เก่งกันทุกคน แต่ทุกคนต้องมาเสี่ยง จะมีภาพให้เห็นว่า คนที่เป็นสตั้นท์ก่อนขึ้นเวที ก็ต้องไหว้พระ สวดมนต์ จริง ๆ แล้วพวกเขาก็ไม่ได้กล้าบ้าบิ่นขนาดนั้น

สุดท้ายที่ พี่อ้อยสิงห์นักขับ หญิงแกร่งคนเดียวของเรื่องที่พาความสุขเดินทางไปบนถนนที่แสนกว้างใหญ่ของมหานครเพียงลำพัง มีเพียงผู้โดยสารกับเสียงวิทยุเท่านั้นเป็นเพื่อน แม้ว่าจะขับรถไปกลับจากถนนนี้สู่อีกถนนนึงเป็นประจำ แต่สิ่งที่ยังทำไม่ได้อย่างสม่ำเสมอเท่า ก็ดูเหมือนจะเป็นการกลับไปสู่บ้านเกิดที่พ่อแม่รอคอยอยู่ ทางกลับบ้านของพี่เขาดูเหมือนจะยาวไกลกว่าบ้านใครหลายๆ คน เขาต้องขับรถทุกวันตามความฝันของตนเองโดยไม่รู้ว่ามันจะสิ้นสุด ที่ถนนสายไหน หรือเมื่อไหร่ มีเพียงความรู้สึกที่ว่าตราบใดที่ พี่อ้อย ห่างออกจากพวงมาลัยหน้ารถนั่นเท่ากับว่าพี่อ้อยห่างบ้านออกไปทุกที จริงๆ แล้วกว่าจะเจอ พี่อ้อย เราหามาหลายคนลองนั่งรถไปเรื่อยๆ แต่มาสะดุดใจที่คนนี้ เขาจะกวนๆ ชีวิตเขาคือสีสันของเรื่อง มันจะได้ยิ้มกันก็ตรงนี้แหละ พี่เต็ด เองก็จะชอบชีวิตคนนี้มาก พี่อ้อย อารมณ์ดีพูดจาไพเราะ จริงๆ แล้วก็ทุกคนในเรื่องจะเป็นคนที่พูดจาดีหมดนะ

นั่นคือทั้ง 5 เสือร้องไห้ ซึ่ง สันติ ถือว่าพวกเขาเป็นตัวแทนของเหล่าพี่น้องชาวอีสารส่วนหนึ่ง ที่จะสื่อให้คนทั้งโลกเห็นว่าแท้จริงแล้วตัวตนของ คนอีสาน มีความหมายอย่างไรกับสังคม ทุกชีวิตที่เลือกมาจะถูกเก็บรายละเอียดแบบของจริงไม่มีเตี้ยม ไม่มีการท่องบท จัดแสง จัดฉาก หรือกำกับการแสดงใดๆ ทั้งสิ้น แม้แต่ผู้กำกับเองก็ไม่สามารถคาดเดาได้ว่าในแต่ละวันจะเกิดอะไรขึ้นกับชีวิตทั้ง 5 และเมื่อมาถึงวันนี้ สันติ บอกว่าเวลา 1 ปีในการเก็บภาพชีวิต กับเทปกว่า 300 ม้วน นับเป็นการทำงานที่คุ้มค่า ทำให้เขา และจะทำให้ทุกคนที่ได้ดู เสือร้องไห้ เข้าใจในความเป็นคน และคนอีสานมากยิ่งขึ้น

Footer

ThaiFilmReviews.com รวบรวมข้อมูลภาพยนตร์ไทย ละครไทย และประวัตินักแสดงตั้งแต่ยุค พ.ศ. 2466 จนถึงปัจจุบัน © 2024 ThaiFilmReviews.com