แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พ.ศ. 2494 แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พ.ศ. 2494 แสดงบทความทั้งหมด

ดอยราง

ดอยราง

ฟิล์ม 16 มม. / สี / พากย์
ฉายที่ โรงหนัง พัฒนากร

บริษัทสร้าง เชียงใหม่ภาพยนตร์

 

 

 

คู่ปรับ


คู่ปรับ

คู่ปรับ เป็นภาพยนตร์ไทยที่น่าสนใจเรื่องหนึ่งในยุคแรกของภาพยนตร์ไทยหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยเป็นหลักฐานสำคัญที่ช่วยสะท้อนให้เห็นถึงบรรยากาศของวงการภาพยนตร์ไทยในช่วงต้นทศวรรษ พ.ศ. 2490 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่อุตสาหกรรมภาพยนตร์กำลังพัฒนา ทั้งในด้านเทคนิคการถ่ายทำ การบันทึกเสียง การใช้ฟิล์มสี และการนำภาพยนตร์ออกฉายตามโรงภาพยนตร์ต่าง ๆ

ชื่อเรื่อง: คู่ปรับ

ชนิดฟิล์ม: 16 มม.

ภาพ: สี

เสียง: พากย์

วันที่ฉาย: 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2494

สถานที่ฉาย: ศรีอยุธยา

ภาพยนตร์ไทยในยุคฟิล์ม 16 มม.

การที่ “คู่ปรับ” เป็นภาพยนตร์ที่ถ่ายทำด้วยฟิล์มขนาด 16 มม. และเป็นภาพยนตร์สี นับเป็นรายละเอียดที่น่าสนใจอย่างมากเมื่อพิจารณาจากช่วงเวลาที่ภาพยนตร์เรื่องนี้ออกฉาย เนื่องจากในช่วงต้นทศวรรษ พ.ศ. 2490 วงการภาพยนตร์ไทยกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านทางเทคนิค จากระบบการสร้างภาพยนตร์แบบเดิมไปสู่รูปแบบที่มีความคล่องตัวมากขึ้น

ฟิล์ม 16 มม. มีข้อได้เปรียบในด้านขนาดและความสะดวกในการผลิตและจัดฉาย จึงมีบทบาทอย่างมากต่อการผลิตภาพยนตร์ในยุคนั้น โดยเฉพาะในช่วงที่การสร้างภาพยนตร์ด้วยฟิล์ม 35 มม. มีต้นทุนสูงและต้องอาศัยอุปกรณ์และกระบวนการผลิตที่ซับซ้อนกว่า การใช้ฟิล์ม 16 มม. จึงเปิดโอกาสให้ผู้สร้างภาพยนตร์สามารถผลิตผลงานได้มากขึ้น และสามารถนำภาพยนตร์ออกเผยแพร่ต่อผู้ชมได้อย่างกว้างขวาง

ภาพยนตร์สีในช่วง พ.ศ. 2494

อีกหนึ่งรายละเอียดที่ทำให้ “คู่ปรับ” มีความน่าสนใจเป็นพิเศษ คือการระบุว่าเป็นภาพยนตร์ สี เพราะในช่วงเวลานั้นภาพยนตร์สีถือเป็นเทคโนโลยี ที่มีความโดดเด่นและช่วยเพิ่มความน่าสนใจให้กับภาพยนตร์ในสายตาของผู้ชม การนำเสนอภาพด้วยสีช่วยให้ฉาก ตัวละคร เสื้อผ้า เครื่องแต่งกาย และบรรยากาศต่าง ๆ มีความสมจริงและมีชีวิตชีวามากขึ้นเมื่อเทียบกับภาพยนตร์ขาวดำ

สำหรับผู้ชมในยุค พ.ศ. 2494 การได้ชมภาพยนตร์สีในโรงภาพยนตร์จึงไม่เพียงเป็นการรับชมเรื่องราว และความบันเทิงเท่านั้น แต่ยังเป็นประสบการณ์ทางภาพที่สะท้อนถึงความก้าวหน้าของเทคโนโลยี ภาพยนตร์ในเวลานั้นอีกด้วย

ระบบเสียงพากย์

“คู่ปรับ” ยังระบุว่าเป็นภาพยนตร์ประเภท พากย์ ซึ่งเป็นรูปแบบการนำเสนอภาพยนตร์ที่มีความสำคัญอย่างมากในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ไทย ในยุคที่ระบบเสียงและการบันทึกเสียงในฟิล์มยังมีข้อจำกัด การพากย์สดหรือการใช้ผู้พากย์ประกอบการฉายจึงเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมการชมภาพยนตร์ไทย

ผู้พากย์ไม่ได้มีหน้าที่เพียงถ่ายทอดบทสนทนาของตัวละครเท่านั้น แต่ยังมีบทบาทในการสร้างอารมณ์ ความตลก ความตื่นเต้น และบรรยากาศให้กับผู้ชม การพากย์ภาพยนตร์ในยุคนั้นจึงถือเป็นศิลปะการแสดงรูปแบบหนึ่ง และผู้พากย์ที่มีความสามารถสามารถสร้างเอกลักษณ์ให้กับการฉายภาพยนตร์แต่ละเรื่องได้

ข่าวทหารไทยในยุทธภูมิเกาหลี

ข่าวทหารไทยในยุทธภูมิเกาหลี

ภาพยนตร์ที่สำนักข่าวสารอเมริกัน กรุงเทพฯ ให้ผลิตขึ้นสำหรับเผยแพร่สู่ประชาชนไทย ในช่วงเวลาที่กำลังเกิด สงครามเกาหลี และประเทศไทยส่งกองกำลังอาสาสมัคร เข้าร่วมสงคราม เพื่อแสดงให้เห็นเหตุผลการเข้าร่วมสงครามเกาหลีของประเทศไทย ในฐานะสมาชิกองค์การสหประชาชาติ

ภาพยนตร์ใช้วิธีให้ผู้บัญชาการกองทหารไทย พล.ต. ม.จ. พิสิษฐ์ดิศพงษ์ ดิศกุล เป็นผู้นำเสนอเรื่องราวเนื้อหาในภาพยนตร์ โดยทรงปรากฏองค์เป็นผู้บรรยายเรื่องราวด้วยพระองค์เอง

ท่านได้เล่าถึงสภาพความทุกข์ยากของชาวเกาหลีที่ถูกกองทัพคอมมิวนิสต์รุกราน ต้องพลัดพรากจากที่อยู่ อดอยาก บาดเจ็บ และล้มตาย แล้วแสดงให้เห็นกองทหารไทยที่เดินทางไปร่วมกับกองทัพสหประชาชาติอื่น ๆ เพื่อต่อสู้ขับไล่กองทัพคอมมิวนิสต์ ซึ่งภาพยนตร์นำเสนอว่าเป็นกองกำลังที่ไม่มีศีลธรรม มีความละโมบ และคิดการร้ายที่จะยึดครองโลก

ในตอนท้าย ภาพยนตร์ได้โฆษณาชวนเชื่อและโน้มน้าวให้ผู้ชมชาวไทยเห็นถึงภัยของลัทธิคอมมิวนิสต์ พร้อมทั้งขอให้ช่วยกันสอดส่องและระวังกลุ่มคอมมิวนิสต์ที่เข้ามาแทรกซึมและยุยง โดยเตือนประชาชนว่าอย่าหลงเชื่อ และให้ช่วยกันขับไล่ออกไป

มีภาพที่จัดฉากแสดงโดยใช้ดารานักแสดงละครและภาพยนตร์ไทย คือ ทัต เอกทัต แสดงเป็นคอมมิวนิสต์ที่เข้ามายุยง และในบรรดาผู้แสดงเป็นไทยมุงที่ยืนล้อมฟังการยุยงนั้น คนหนึ่งคือ อำนวย กลัสนิมิ หรือ ครูเนรมิต ผู้สร้างและผู้กำกับภาพยนตร์ไทยที่มีชื่อเสียงและมีบทบาทสำคัญคนหนึ่ง

ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นตัวอย่างของ ภาพยนตร์โฆษณาชวนเชื่อในยุคสงครามเย็นของโลก และถือเป็นเอกสารหรือหลักฐานทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับประเทศไทยกับสงครามเกาหลี ที่มีคุณค่าในการศึกษาชิ้นหนึ่ง

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การศึกษาถึงอารมณ์และการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของสังคมไทยในเวลานั้น ภาพยนตร์เรื่องนี้ยังสะท้อนให้เห็นถึงความทรงจำของสังคมไทยในทศวรรษ พ.ศ. 2490 และบริบททางการเมืองระหว่างประเทศในช่วงสงครามเย็น

สงครามเกาหลี ดำเนินไปเป็นเวลาราว 3 ปี ระหว่าง พ.ศ. 2493–2496 ก่อนยุติลงเมื่อมีการตกลงทำสัญญาสงบศึก ส่งผลให้คาบสมุทรเกาหลีถูกแบ่งออกเป็นสองประเทศ คือ เกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ โดยมีเส้นขนานที่ 38 เป็นแนวแบ่งเขต

เนื่องจากฟิล์มภาพยนตร์ที่หอภาพยนตร์ได้รับมอบมา เป็นก๊อปปี้ที่ผ่านการจัดฉายจนอยู่ในสภาพชำรุดและไม่สมบูรณ์ โดยเฉพาะต้นม้วนที่ขาดหายไป จึงไม่ทราบชื่อเรื่องที่แท้จริงแต่เดิม

หอภาพยนตร์จึงได้ตั้งชื่อขึ้นใหม่ว่า “ทหารไทยไปเกาหลี”


ข่าวทหารไทยในยุทธภูมิเกาหลี เป็นเรื่องราวที่สะท้อนบทบาทของประเทศไทย ในการเข้าร่วมสงครามเกาหลี ตลอดจนมุมมองและการนำเสนอข่าวสารต่อประชาชนไทย ในบริบททางการเมืองของยุคสงครามเย็น

เก๋งดำ

เก๋งดำ
ฟิล์ม 16 มม. / สี / พากย์
เข้าฉายวันที่ 17 กรกฎาคม 2494
ฉายที่ ศรีบางลำภู

"เก๋งดำ" เป็นชื่อภาพยนตร์ไทยที่ออกฉายในปี พ.ศ. 2494 โดยเริ่มเข้าฉายครั้งแรกเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2494โรงภาพยนตร์ศรีบางลำภู เป็นภาพยนตร์ยุคฟิล์ม 16 มม. ที่ต้องใช้คนพากย์สดในโรงหนัง

 

 

 

กฤษดาอภินิหาร

กฤษดาอภินิหาร

16 มม. / สี? / พากย์
ฉายที่ พัฒนากร
ผู้อํานวยการสร้าง ผกาวลี
ผู้กํากับ เนรมิต

เรื่องย่อ
เพราะความลุ่มหลงในอิสตรี ทําให้พระเจ้าเวียงราย ถูกพวกขุนนางชั่วอย่าง อัครมหาเสนาบดีฟ้าเริงรณ กับ ขุนพลสรฤทธิ์ สมคบคิดกันหมายยึดครองราชบัลลังก์ ราชโอรส ร่ายฟ้า เห็นทีจะไม่ได้การ จึงหนีออกจากวังไปฝึกปรือวิชาอาคมกับ เฒ่านาคี แห่ง ถ้ําอภินิหาร จนสําเร็จวิชากลายเป็นผู้แก่กล้าและได้รับสมญาว่า กฤษดาอภินิหาร
เมื่อบัดนี้แผ่นดินของตนต้องตกอยู่ในกํามือของ สองอํามาตย์ชั่ว กฤษดาฯ จึงวางแผนเข้าต่อสู้โรมรันกับ พวกมัน แต่ทว่าเขากลับกลายเป็นผู้ถูกตามล่าและถูก กล่าวหาว่าเป็นโจร กระนั้นกฤษดาก็ยังคอยซุ่มรวบรวม กําลัง อีกทั้งได้แรงใจจาก องเหม่ สาวชาวบ้านผู้กลายมาเป็นหญิงคนรักคอยนําทาง กระทั่งถึงวันที่ทุกอย่างพร้อม กฤษดาฯ จึงไปเผชิญหน้าเพื่อกําจัดสองอํามาตย์ชั่วด้วย อิทธิปาฏิหาริย์ จนสามารถทวงคืนราชบัลลังก์พร้อมกับ แต่งตั้งให้องเหม่เป็นมเหสี ร่วมสืบทอดนครเวียงราย สืบไป

นักแสดง
ส. อาสนจินดา

ที่มา บทพากย์ภาพยนตร์ เรื่อง กฤษดาอภินิหาร

 

 

 

 

โตนงาช้าง 2494

โตนงาช้าง (พ.ศ. 2494)


ฟิล์ม 16 มม. / สี (ธรรมชาติ) / พากย์ 
24 มิถุนายน 2494
ฉายที่โอเดียน
ผู้อํานวยการสร้าง นิตยา หัพนานนท์, แท้ ประกาศวุฒิสาร
ผู้ประพันธ์ ส. บุญเสนอ
ผู้กํากับ แท้ ประกาศวุฒิสาร, ประชุม จุลละภมร
ผู้ถ่ายภาพ แท้ ประกาศวุฒิสาร, ประชุม จุลละภมร

เรื่องย่อ
ความขัดแย้งระหว่างบริษัทเหมือง ดีบุกไทยกับบริษัทยางไทย ในการจับจองที่ดินตรงกลาง ระหว่างเหมืองดีบุกกับสวนยาง เมื่อเหมืองดีบุกปิดทางเข้าออกถนนหลวง ทําให้บริษัทยางไทย ไม่สามารถส่งยาง ออกจําหน่ายได้ ไพลิน เจ้าของบริษัทยางไทยขอเจรจา ตกลง แต่ วิชิต ผู้จัดการเหมืองไม่ยอม จนเหตุการณ์เริ่ม บานปลาย พระยาภักดี ซึ่งเป็นประธานบริษัทเหมือง จึง ส่ง วนิช ลูกชายคนโตมาแก้ปัญหา วนิชไม่เคยมาที่ เหมืองมาก่อนจึงหลงไปที่สวนยางวนิชฉวยโอกาสปลอม ตัวเป็นกรรมกรสวนยางเพื่อสืบสาวต้นตอความขัดแย้ง
ฝ่ายพระยาภักดีเมื่อไม่ทราบข่าวลูกชายจึง เดินทางไปที่เหมือง ระหว่างทางโดนคนร้ายปล้น แต่ โชคดีที่ได้สินธ์ หัวหน้ากรรมกรเหมืองดีบุกไทยมาช่วยไว้ จึงได้รับรู้ความไม่ชอบมาพากลของวิชิตจากสินธ์ ทางด้าน วิชิตเมื่อรู้ว่าประธานบริษัทจะเดินทางมา ก็สร้างเรื่องให้ คนงานทั้งสองบริษัททะเลาะกัน เพื่อหาจังหวะที่ทุกคน เผลอ ปล้นเงินบริษัทแล้วหลบหนี แต่แผนการของวิชิตก็ ไม่อาจรอดพ้นสายตาของวนิชกับไพลินไปได้

นักแสดง

สุรสิทธิ์ สัตยวงศ์ เป็น วนิช
สอางค์ ทิพย์ทัศน์ เป็น ไพลิน
ประชุม จุลละภมร เป็น วิชิต
เทพ อักษรอินทร์ เป็น สินธ์
ม.ล. ชูเกียรติ นิลรัตน์ เป็น พิน
เฉลิม บุณยเกียรติ เป็น พระยาภักดี
ประนอม ณ สงขลา เป็น วนิดา
นุกูล ณ สงขลา เป็น บุญลือ
กมลศรี จงกลวณิช เป็น คุณนายสวาท
วิชัย ภูติโยธิน เป็น เจิม
วิจิตร เลี้ยงเจริญ เป็น เรื่อง
ฉัตร โหสุภา เป็น ฉัตร
สมาน พุกธนนูน เป็น สมาน
เสรี ห้วยทิพย์ เป็น เสรี

ที่มา หนังสือพิมพ์รายวัน พิมพ์ไทย 24 มิถุนายน 2494 

รอยแค้น 2494

รอยแค้น


รอยแค้น

ฟิล์ม 16 มม. / สี / พากย์
15 มกราคม 2494
ฉายที่ ศาลาเฉลิมบุรี
บริษัทสร้าง สุโขทัยภาพยนตร์
ผู้อํานวยการสร้าง พายัพ โรจณวิภาต
ผู้ประพันธ์ ส. อาจสาลี
ผู้กํากับ หลวงภรตกรรมโกศล
ผู้ถ่ายภาพ เปี่ยม ทองปรีชา

เค้าเรื่อง
“ภาพยนตร์รักระคนแค้นดุเดือดใน รอบต้นปี 94″

นักแสดง
ศักดา จิตรอรุณ, อําภาศรี หุตะจิตร,
สมพงษ์ วงศ์รักไทย, ทองฮะ, หลวงภรตกรรมโกศล

ที่มา นิตยสารภาพยนตร์สาร ธันวาคม พ.ศ. 2493

 

 

 

เมื่อนเรศวรกู้ชาติ

เมื่อนเรศวรกู้ชาติ


เมื่อนเรศวรกู้ชาติ

ฟิล์ม 16 มม. / สี? / พากย์
30 ธันวาคม 2494
ฉายที่ พัฒนากร
บริษัทสร้าง ดุสิตภาพยนตร์
ที่ปรึกษา บุญส่ง เคหะทัต
ผู้กํากับ ม.ล. โกมล ปราโมช
ผู้เขียนบท พรานบูรพ์
ผู้ถ่ายภาพ สมชาย ตัณฑ์กําเนิด
ผู้ลําดับภาพ มนู มณีปันตี
ผู้จัดเครื่องแต่งกาย เหม เวชกร

เค้าเรื่อง
“เกร็ดพงศาวดารไทย ตอนอพยพ ครัวไทยและมอญสวามิภักดิ์จากหงษาวดี สู่เมืองแครง”

นักแสดง
เชาว์ แคล่วคล่อง, จิตรา นาคน้อย, จุมพล กาญจนินทุ, ม.ล. โกมล ปราโมช, บุญส่ง เคหะทัต, สงวน กลิ่นหอม, ปริญญา ลีละศร, ชิ้น กลีบบัว, เสงี่ยม กลิ่นหอม, ด.ช.วีระชัย ดวงพัตร, บุญไท, จันทร, หรือ คําเริง, จันเที่ยง, ทองเมือง, เวียงคํา, พ่อเฒ่าหวัง

ที่มา หนังสือพิมพ์รายวัน พิมพ์ไทย 1 มกราคม พ.ศ. 2495

 

 

 

เสือสังเวียน

เสือสังเวียน

คอหนังไทยแนวแอ็กชัน-ดราม่าระดับตำนานไม่ควรพลาด! นิตยสารของเราขอพาทุกคนย้อนเวลาไปพบกับความมันส์แบบคลาสสิคในภาพยนตร์เรื่อง "เหนือฟ้ายังมีเซียน" จากโปรเจกต์ Phranakornfilm Classic ที่จะมาปลุกความเดือดและสัญชาตญาณนักสู้ในตัวคุณ

เรื่องย่อ: เมื่ออิทธิพลมืดครอบงำ "เซียน" จึงต้องออกโรง

เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นในดินแดนภาคใต้ (แถบปาดังเบซาร์และหาดใหญ่) ที่ซึ่งความถูกต้องถูกเหยียบย่ำด้วยอำนาจเงินและอิทธิพลมืดของกลุ่มเจ้าพ่อ นำโดย "ลือชา" และ "ไสว เคียนซา" ที่คอยข่มขู่ รีดไถ และฮุบกิจการของชาวบ้านผู้บริสุทธิ์อย่างไม่เกรงกลัวกฎหมาย

จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นเมื่อ "คิม" ชายหนุ่มรักความถูกต้อง ต้องสูญเสียพ่อไปเพราะไม่ยอมก้มหัวจ่ายค่าคุ้มครองสวนยาง ซ้ำร้ายเขายังโดนอุ้มหายไป ทำให้ "ปก" หนุ่มภาคกลางผู้มีไหวพริบและพ่วงตำแหน่ง "หมอดู" (ที่ซ่อนคมเอาไว้ข้างใน) ต้องออกเดินทางตามหาเพื่อนรักที่หายตัวไป

การก้าวเข้าสู่ถิ่นมาเฟียครั้งนี้ทำให้ ปก ได้รับการช่วยเหลือจาก "คลุย ชุมพร" นักเลงรุ่นใหญ่ใจถึง และกลุ่มผู้สูญเสียที่ยอมหักไม่ยอมงอ รวมตัวกันเพื่อวางแผน "ล้มช้าง" ถอนรากถอนโคนอิทธิพลเถื่อน

ท่ามกลางสงครามหักเหลี่ยมเฉือนคม แผนการซ้อนแผน และการเอาชีวิตเข้าแลก... ใครกันที่เป็น "เซียน" ผู้อยู่เบื้องหลังความยุติธรรมครั้งนี้? และปกจะช่วยเพื่อนกลับมาได้สำเร็จหรือไม่?

"ในโลกของคนจริง... ถ้าคิดว่าแน่แล้ว จำไว้ว่าเหนือฟ้ายังมีเซียน!"

ร่วมพิสูจน์ความเดือดและฉากแอ็กชันสุดมันส์ของหนังไทยในตำนานแบบเต็มเรื่องได้แล้ววันนี้

ชมภาพยนตร์

Yes

เหนือฟ้ายังมีเซียน - หนังไทยในตำนาน เต็มเรื่อง Phranakornfilm Classic

พระนครฟิลม์ คลาสสิค Phranakornfilm Classic · 50K views



เสือสังเวียน


ฟิล์ม 16 มม. / สี / พากย์
12 กรกฎาคม 2494
ฉายที่เท็กซัส
บริษัทสร้าง ชื่นจิตต์ภาพยนตร์
ผู้ประพันธ์ ป. อินทรปาลิต จากบทประพันธ์ เรื่อง เสือสังเวียน
ผู้พากย์ ปัญญาพล
นักแสดง
ทองใบ ยนตรกิจ, จงรักษ์ ชีพเป็นสุข,สมเดช ยนตรกิจ

ที่มาภาพ หนังสือพิมพ์รายวัน พิมพ์ไทย กันยายน พ.ศ.2493

 

 

 

เสือผาด

เสือผาด


เสือผาด

ฟิล์ม 16 มม. / สี? / พากย์
ฉายที่ศรีอยุธยา
ผู้กํากับ ไถง สุวรรณทัต

เค้าเรื่อง
“เสือผาด ทับสายทอง ขุนโจรผู้พิชิตสันติราษฎร์”

นักแสดง ลูกและเมียเสือผาดร่วมแสดง

ที่มา หนังสือพิมพ์รายวัน พิมพ์ไทย 3 กันยายน พ.ศ. 2494

 

 

 

เสือทุ่ง

เสือทุ่ง


เสือทุ่ง

ฟิล์ม 16 มม. / สี / พากย์
17 มีนาคม 2494
ฉายที่ ศาลาเฉลิมบุรี
บริษัทสร้าง ศรีบูรพาภาพยนตร์
ผู้ประพันธ์ ไม้ เมืองเดิม

เรื่องย่อ

ณ ทุ่งเมียหลวงเร่ แอบลักลอบได้เสีย กับ พิมพ์ แล้วดันไปมีเรื่องกับ ทิพย์ ขณะกําลังหลบหนี เร่บังเอิญไปเจอ แท้ น้องสาวของทิพย์ ก็แอบได้เสียกับ แท้อีก วันรุ่งขึ้น ทิพย์พาพรรคพวกและกํานันมาล้อมจับ เร่ จนเร่ต้องระหกระเหินเข้าป่าแล้วกลายเป็นโจร ทิ้งให้ แท้ซึ่งกําลังตั้งท้องต้องอยู่ตามลําพัง
พิมพ์เข้าใจว่าเร่ทรยศความรักของตน จึงหันไป สนิทชิดเชื้อกับทิพย์ถึงขั้นตกลงปลงใจแต่งงาน เมื่อพิมพ์ ย้ายเข้ามาอยู่ในบ้านของทิพย์ ก็คอยหาทางกลั่นแกล้ง พูดจาเยาะเย้ยถากถางแท้ต่าง ๆ นานา มิหนําซ้ํายังหา เรื่องใส่ร้ายยุยงจนทิพย์ไล่แท้ออกจากบ้าน แท้อุ้มลูกมา หาเร่ที่ศาลเจ้าแม่เมียหลวงเพื่อระบายความเจ็บช้ําน้ําใจ กับเร่ เร่สุดจะทนจึงพาพรรคพวกเข้าไปจับตัวพิมพ์มา กักขัง แท้รู้สึกสงสารพิมพ์จึงร้องขอให้เร่ปล่อยตัวพิมพ์ไป ในขณะที่ทิพย์พาสมุนและกํานันมาล้อมปราบเร่อีกครั้ง

ที่มา นิตยสารภาพยนตร์สาร มีนาคม พ.ศ 2494

 

 

 

สีชัง

สีชัง

สีชัง

ฟิล์ม 16 มม. / สี (ธรรมชาติ) / พากย์
1 ธันวาคม 2494
ฉายที่ ศรีอยุธยา

เค้าเรื่อง
“แดนลูกน้ําเค็มอาละวาด ใช้หมัด เป็นกฎหมาย ทั้งมีด ทั้งปืน ทั้งสุรา นารี”

นักแสดง
น้อย เฉยสวัสดิ์,
สมานจิตต์ สินธุนาคา

ที่มา หนังสือพิมพ์รายวัน พิมพ์ไทย 4 ธันวาคม พ.ศ. 2494 

 

 

สิงห์สังหาร

สิงห์สังหาร


สิงห์สังหาร


ฟิล์ม 16 มม. / สี / พากย์
? พฤศจิกายน 2494
ฉายที่ศาลาเฉลิมบุรี
บริษัทสร้าง นําไทยภาพยนตร์
ผู้ประพันธ์ “ทวี
ผู้ถ่ายภาพ วิมล วัฒนธรรม

เค้าเรื่อง
“ชื่อเรื่องบอกท่านอยู่แล้วว่าจะไป ในทํานองใดและเป็นอย่างไร? คอยดู! “สิงห์สังหาร” – “สิงห์สังหาร” หนักไปในทาง และขบขัน”

ที่มา นิตยสารภาพยนตร์สาร พฤศจิกายน พ.ศ. 2494

 

 

 

สินในน้ำ

สินในน้ำ

สินในน้ำ


ฟิล์ม 16 มม. / สี (ธรรมชาติ) / พากย์
ฉายเมื่อ กันยายน 2494
ฉายที่ ศาลาเฉลิมบุรี
บริษัทสร้าง หัสดินทร์ภาพยนตร์
ผู้อํานวยการสร้าง อุ่นเรือน เติมปัญญา
ผู้ประพันธ์ ม.ร.ว. อนุศักดิ์ หัสดินทร์
ผู้กํากับ ม.ล. เผชิญ หัสดินทร์
ผู้ถ่ายภาพ ม.ล. เผชิญ หัสดินทร์
ผู้พากย์ รุจิกร และ สอิ้ง

เรื่องย่อ

ณ เกาะพลอย ชาวบ้านหาเลี้ยงชีพด้วยการหาของทะเลและหาไข่มุก รุ่ง ชอบพออยู่กับ ลัดดา แต่ถูกกีดกันจากพ่อของเธอเพราะรังเกียจที่เขาจน วันหนึ่งรุ่งนําเขากวางไปแลกเป็นเงินกับตาเพิ่ม พ่อของพยอม ซึ่งแอบมีใจให้ชายหนุ่มโดยที่เขาไม่รู้ตัว รุ่ง จึงมอบไข่มุกที่งมได้เป็นการตอบแทนในน้ำใจของพยอม

ต่อมา ไข่มุกในเกาะพลอยเริ่มร่อยหรอลงทุกวัน ชาวบ้านจึงทยอยกันอพยพไปอยู่ในเมือง รวมถึงครอบครัวของลัดดา รุ่งจําใจจากลัดดาเพราะไม่มีเงินพอจะข้ามฝั่งไปได้ ผ่านไปไม่นาน ลัดดาก็ปันใจไปแต่งงานกับ สนิท ลูกชายเจ้าของไร่อ้อยและโรงงานน้ำตาล ในขณะที่รุ่งก้มหน้าก้มตางมไข่มุกเพื่อหาเงินจะข้ามฟาก พาแม่ไปรักษาตัวและไปหาลัดดายอดรัก ด้วยความช่วยเหลือของ สิงห์ ทําให้รุ่งข้ามฟากไปในเมืองได้สําเร็จ สิงห์ได้มอบไข่มุกให้รุ่งจํานวนหนึ่ง แม่ของรุ่งจึงนําไปขาย ที่ร้านแห่งหนึ่ง ซึ่ง จําลอง เจ้าของร้านเคยมีอดีตกับแม่ของรุ่ง และชักชวนให้รุ่งกับแม่อาศัยอยู่ด้วยกัน

รุ่งพยายามหาทางติดต่อกับลัดดา ทําให้สนิท เกิดความหึงหวงวางแผนจ้างวานฆ่าศัตรูของหัวใจ ลัดดา แอบได้ยินเข้าจึงขอร้องพยอมช่วยห้ามรุ่งไม่ให้ออกทะเล แต่รุ่งไม่ฟัง พยอมไปขอร้องสิงห์ และช่วยชีวิตรุ่งได้สําเร็จ แต่กลับเป็นว่า โดนสนิทใส่ความ รุ่งท้อใจที่เกิดเป็นคนจน จึงตัดสินใจกลับเกาะพลอยโดยมีพยอมตามรุ่งกลับมา ด้วยใจที่ซื่อตรง
ที่มา นิตยสารภาพยนตร์สาร กันยายน 2494

สินในน้ำ


นักแสดง
ปรีชา อดุลยพิจิตร เป็น รุ่ง
วิรี รุจิพรรณ เป็น ลัดดา
ยวนใจ เหนือเมฆ เป็น พยอม
พายัพ นฤภัย เป็น สนิท
สิงหรา หัสดินทร เป็น อรุณ
ช่วง สนธิวงศ์ เป็น เพิ่ม
ศิริ คุ้มอยู่ เป็น ศรี
แสวง ส. เพ็ชร์น้อย เป็น สิงห์
อรุณ วรรัตน์ เป็น เตี้ย

 

 

 
 

 

 

สุภาพบุรุษจากอเวจี

สุภาพบุรุษจากอเวจี


ฟิล์ม 16 มม. / สี? / พากย์ /
ฉายที่ศาลาเฉลิมบุรี
บริษัทสร้าง เนรมิตภาพยนตร์
ผู้อํานวยการสร้าง จรี อมาตยกุล
ผู้กํากับ เนรมิต
ผู้เขียนบท ส. อาสนจินดา
ผู้ถ่ายภาพ ไพบูลย์ มาศมัณฑนะ
ผู้ทําดนตรีประกอบ สุนทรียา ณ เวียงกาญจน์
ผู้พากย์ เสน่ห์ โกมารชุน

เรื่องย่อ
เทพ วรทัศน์ จําต้องกระโจนเข้าสู่ อํานาจมืดเพื่อล้างแค้นให้ ก้านทอง น้องสาว ซึ่งถูก วินิจ ศักดา ล่อลวงจนตั้งครรภ์และแท้งในเวลาต่อมา เทพทําที่ ไปปล้นบ้านวินิจแล้วลงมือสังหารชีวิตวินิจให้สมแค้น การกระทําอันอุกอาจของเทพทําให้เขาได้รับฉายาว่า เสือ สําอาง

ขุนโจรชัย เห็นฝีมือลายมือของเทพจึงชักชวน ให้มาเป็นลูกสมุนมือขวา ทําให้ ชิต สมุนเก่าตั้งตนเป็นปรปักษ์กับเทพโดยที่เขาไม่รู้ตัว กระทั่งวันหนึ่ง ชัย วางแผนปล้น สุรินทร์ เศรษฐีโรงเลื่อย ซิตจึงสบโอกาส ชําระแค้น ทรยศชัยด้วยการไปบอกสุรินทร์ ชัยจึงถูก ตํารวจยิงตายในการปล้นครั้งนั้น

เทพมาซ่อนตัวอยู่ที่บ้าน เจ้าคุณสุขุมคัมภีรกิจ และได้ช่วย อนุ หรือ ป๊อด ลูกชายของท่านเจ้าคุณ ป๊อด จึงพาเทพมาแนะนําให้รู้จักเจ้าคุณสุขุม และ อรทัย พี่สาว ซึ่งเป็นคู่หมั้นของสุรินทร์ เทพและอรทัยได้ใกล้ชิดกันจน ก่อเกิดเป็นความรัก ความเคลื่อนไหวของเทพอยู่ในสายตา ของซิตตลอดเวลา ชิตแอบถ่ายภาพระหว่างที่อรทัยกําลัง พลอดรักกับเทพเพื่อเอาไปรีดไถเงินจากเจ้าคุณสุขุม เจ้าคุณสุขุมกลัวว่าเรื่องจะไปถึงหูสุรินทร์จึงยอมจ่ายเงิน ปิดปากชิต โดยหารู้ไม่ว่าชิตนั้นคิดไม่ซื่อ ไปรีดไถเงินกับ สุรินทร์อีกทอด

เจ้าคุณขอร้องให้เทพออกไปจากชีวิตของอรทัย เทพทําตามแต่โดยดี โดยขอเจ้าคุณพบอรทัยเป็นครั้ง สุดท้าย ขณะนั้นเอง สุรินทร์ซึ่งเพิ่งรู้ความจริงรีบมาหา อรทัยที่บ้าน เห็นเทพกําลังพูดคุยกับเจ้าคุณด้วยสีหน้า เคร่งเครียด สุรินทร์เข้าใจว่าเทพกําลังข่มขู่เจ้าคุณจึงแอบ โทรศัพท์แจ้งตํารวจแต่เมื่อได้ยินเทพเล่าความจริงทั้งหมด ให้อรทัยฟังก็เริ่มเห็นใจเทพ รีบบอกให้เทพหลบหนีก่อน ตํารวจจะมา

เทพกลับมาพบลูกสมุนถูกฆ่า ก้านทองถูกข่มขืน ก็ไม่อาจระงับความแค้นที่มีต่อชิตได้อีกต่อไป แม้อรทัย และสุรินทร์จะพยายามห้ามปรามเท่าไหร่ก็ตาม เทพบุก ไปหาซิตถึงถิ่นโดยไม่หวาดหวั่นสิ่งใดเพียงเพื่อจะลั่นไก ดับชีวิตชิตด้วยมือของเขาเอง

นักแสดง
ส. อาสนจินดา เป็น ชัย
สมควร กระจ่างศาสตร์ เป็น เทพ วรทัศน์
จุรี โอศิริ เป็น อรทัย
ทัต เอกทัต เป็น เจ้าคุณสุขุมคัมภีรกิจ
ทักษิณ แจ่มผล เป็น ชิต
ดอกดิน กัญญามาลย์ เป็น ดิน
สมพร ยิ่งวัฒนา เป็น ก้านทอง
อรอนงค์ สืบพงศ์สังข์ เป็น พุฒซ้อน
อธึก อรรถจินดา, มงคล จันทนบุปผา, ศิริพงศ์ อิศรางกูรฯ, สังเวียนหาญบุญตรง, พูลสวัสดิ์ ธีมากร, บุญช่วย หิรัญสุนทร, สันต์ โตเจริญ, ประกาศ โปรเทียรย์, สนั่น กลิ่นสุคนธ์

ที่มา นิตยสารภาพยนตร์สาร สิงหาคม พ.ศ. 2494

 
 

 

 

สามเกลอตามนาง

สามเกลอตามนาง


สามเกลอ ตามนาง


ฟิล์ม 16 มม. / สี / พากย์
1 มกราคม 2494
ฉายที่ ศาลาเฉลิมกรุง
ผู้อํานวยการสร้าง เสน่ห์ โกมารชุน

เค้าเรื่อง “เป็นเรื่องรักระคนตลกแบบใหม่ที่สุด อันเพิ่งจะปรากฏเป็นครั้งแรกในวงการภาพยนตร์ ไทย ชาวกรรมกรสามล้อนับจํานวนร้อยเข้าร่วมแสดงด้วย ครึกครื้นครื้นเครง แต่เบาสมองดีนัก!”

นักแสดง
เสน่ห์ โกมารชุน, จันตรี สาริกบุตร, เมืองเริง ปัทมินทร์, ชุบ เอกะสิงห์, แป๊ะอ้วน, บังเละ, ขวัญ สุวรรณะ, ฟ้อน คุ้มเดช

ที่มา นิตยสารภาพยนตร์สาร มีนาคม พ.ศ. 2494 

 

สมิงลาทุ่ง

สมิงลาทุ่ง

สมิงลาทุ่ง

ฟิล์ม 16 มม. / สี (ธรรมชาติ) / พากย์

? พฤศจิกายน 2494
ฉายที่ ศาลาเฉลิมบุรี
บริษัทสร้าง เคหะนันทน์ภาพยนตร์
ผู้ประพันธ์ ส. อาสนจินดา
ผู้พากย์ เสน่ห์โกมารชุน และคณะเสน่ห์ศิลป์

เค้าเรื่อง
“รักอย่างหยดย้อยอ่อนหวาน ดุเดือด ด้วยการต่อสู้ เรื่องของเลือดและน้ําตา ฯลฯ
“ ขึ้นชื่อว่า “เสือ” จะยอมให้นักเลงลบลาย ง่าย ๆ ไม่ได้ จะต้องแลกกันด้วยเกียรติและชีวิต! “สมิง ลาทุ่ง” เป็นเรื่องประเภทนี้ และประกอบไปด้วยรัก สะเทือนใจ… “สมิงลาทุ่ง” เป็นภาพยนตร์สีธรรมชาติสวย สดอีกเรื่องหนึ่งที่ไม่อยู่แนวหลังใครในเรื่อง “” ประเภท เดียวกัน ฯลฯ…”

นักแสดง
ประมินทร์ จารุจารีต, มานิตย์ อ้นอําพล, อาภรณ์เคหะนันทน์

ที่มา นิตยสารภาพยนตร์สาร พฤศจิกายน พ.ศ.

 

 

 

วิมานทราย

วิมานทราย


วิมานทราย

ฟิล์ม 16 มม. / สี? / พากย์
29 ธันวาคม 2494
ฉายที่ ศรีอยุธยา
บริษัทสร้าง สหศิลปภาพยนตร์

เค้าเรื่อง
“ชีวิตคือความฝัน วิมานใคร ๆ ก็ สร้างได้ แต่ 99 ใน 100 เป็นวิมานทราย”

นักแสดง
อาภรณ์ จันทรฉาย,
ชัยสิทธิ์ สุดคนึ่ง,
อดิเรก จันทรเรือง

ที่มา หนังสือพิมพ์รายวัน พิมพ์ไทย 14 มีนาคม พ.ศ. 2495

 

 

 

วิญญาณรักของนางนาค

วิญญาณรักของนางนาค


ฟิล์ม 16 มม. / สี? / พากย์
27 ตุลาคม 2494
บริษัทสร้าง ราชวัตรภาพยนตร์
ผู้อํานวยการสร้าง ไพรัช สังวริบุตร
ผู้กํากับ รังษี เสวิกุล
ผู้เขียนบท รังษี เสวิกุล
ผู้ถ่ายภาพ ไพรัช สังวริบุตร
ผู้ลําดับภาพ ไพรัช สังวริบุตร
ผู้พากย์ “คารม” กับ “พรพรรณ”

เรื่องย่อ

ในวันสงกรานต์ ณ ตําบลพระโขนง ระหว่างที่หนุ่มสาวกําลังร่วมในงานรื่นเริง แต่ที่มุมหนึ่ง มาก และ นาค สาวงามแห่งทุ่งพระโขนงกําลังพลอดรักกันอยู่ที่กองฟาง สร้างความริษยาแก่ แม่เฮียง ซึ่งแอบหลงรักมากอยู่ฝ่ายเดียว กํานันลุงของมาก เพื่อนกินเหล้าของเถ้าแก่เฮง กลับทาบทามแม่เฮียง ลูกสาวของเถ้าแก่ เฮงมาเป็นสะใภ้ ซึ่งเถ้าแก่เฮงก็เห็นดีเห็นงามด้วย เพราะมากเป็นชายหนุ่มที่ตั้งใจทํามาหากิน นัดหมายเป็นมั่น

เหมาะว่าจะให้หนุ่มสาวแต่งงานกันในเดือน 9 โดยมีข้อแม้คือให้กํานันช่วยเป็นพ่อสื่อจัดแจงให้ตนได้สมรัก กับนาค
มากปฏิเสธการแต่งงานอย่างหัวเด็ดตีนขาด แม้กํานันจะขู่ตัดออกจากกองมรดกก็ไม่สามารถเปลี่ยนใจเขาได้ มากหัวเสียกลับมาที่งานรื่นเริง เห็นเถ้าแก่เฮง รําเล่นอยู่กับนาคก็ยิ่งฉุนเฉียวหนัก โชคดีที่นาคตามมาปรับความเข้าใจและตกลงปลงใจอยู่ด้วยกันนับจากวันนั้น โดยมี ป้าแช่ม เมียของกํานันแอบให้ความช่วยเหลือ เถ้าแก่เฮงยังไม่ละความพยายามจะเอานาคเป็นเมีย ร่วมมือกับกํานันส่งมากไปเป็นทหารเกณฑ์ ทั้งที่นาคกําลังตั้งครรภ์อยู่ กลางดึกคืนหนึ่งนาคเจ็บท้องอย่างหนัก พยายาม ออกมาขอความช่วยเหลือจากชาวบ้าน แต่ขาดใจตายกลางคัน เช้าวันรุ่งขึ้น เช้าบ้านช่วยกันนําศพนาคไปฝังไว้ที่ใต้ต้นตะเคียนคู่ ในป่าช้าวัดมหาบุศย์ แต่หลังจากนั้น วิญญาณของนาคก็ออกอาละวาดชาวบ้านละแวกนั้น แม้จะมีหมอผีอาสามาปราบก็ไม่สําเร็จ วันหนึ่ง มากขอลา กลับมาเยี่ยมลูกเมียที่ทุ่งพระโขนง และต้องดีใจที่เห็นลูก เมียยืนคอยที่ริมตลิ่ง โดยไม่รู้เลยว่านั่นเป็นเพียงวิญญาณรักของนางนาค

นักแสดง

ธงชัย นิลกนิษฐ์ เป็น มาก
ไพบูลย์ เกษมวัน เป็น นาค
พระกรุณรักษา เป็น กํานัน
ชูเตี้ย เป็น ซู
เสงี่ยม แปดตาโต เป็น อาจารย์เต๊ะ
สมบุญ แว่นตาโต เป็น เถ้าแก่เฮง
ชม ชมพิพัฒน์ เป็น หนอม
สุมาลี เศวตเศรณี เป็น นางแปลง
เรวดี พิมพ์เนียม เป็น เฮียง
เชื้อ สังขวิทูร เป็น แช่ม
ประพันธ์ ตรีเนตร์ เป็น เริ่ม
สุระ กุลรัตน์ เป็น มิ่ง

ที่มา นิตยสารภาพยนตร์สาร ตุลาคม พ.ศ. 2494

 
 

 

 

รักในเรือนทาษ

รักในเรือนทาษ


รักในเรือนทาษ

ฟิล์ม 16 มม. / สี? / พากย์

1 กันยายน 2494
ฉายที่ศรีอยุธยา
บริษัทสร้าง นครภาพยนตร์
เค้าเรื่อง
“ภาพยนตร์ไทย เปิดเผยชีวิตบุคคล สมัย “คนเห็นคนไม่ใช่คน” รัก เสียสละ แค้น โหดร้าย ทารุณ พร้อมทุกรส”

นักแสดง
สราวุธ รัตนปรารมย์, ทัศนีย์ สุวรรณมณี

ที่มา หนังสือพิมพ์รายวัน พิมพ์ไทย 1 กันยายน พ.ศ. 2494

 

 

Footer

ThaiFilmReviews.com รวบรวมข้อมูลภาพยนตร์ไทย ละครไทย และประวัตินักแสดงตั้งแต่ยุค พ.ศ. 2466 จนถึงปัจจุบัน © 2024 ThaiFilmReviews.com