อาอี๊

 

อาอี๊

"อาอี๊" (ปี 2523) 
สร้างโดย APC โปรดักชั่น
อำนวยการสร้างโดย อนันต์ รัตนสัจจา
กำกับการแสดงโดย สมจินต์ ธรรมทัต

นำแสดงโดย สรพงศ์ ชาตรี, วาสนา สิทธิเวช, เปียทิพย์ คุ้มวงศ์, เศรษฐา ศิระฉายา, อัญชลี ชัยศิริ และ เสกสรรค์ ภู่ประดิษฐ์

เข้าฉายครั้งแรกเมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2523 ที่โรงภาพยนตร์ศาลาเฉลิมไทย, ลิโด, ออสการ์ และปารีส

เรื่องย่อ  ภาพยนตร์: อาอี๊ (2523)

จากเด็กสาวต่างจังหวัดสู่แสงสีเมืองหลวง

เรื่องราวของเด็กสาวบ้านทุ่งจากอำเภอพนัสนิคม (รับบทโดย วาสนา สิทธิเวช) ผู้ได้รับการเลี้ยงดูและส่งเสียจากแม่ หรือ "อาอี๊" (รับบทโดย เปียทิพย์ คุ้มวงศ์) ผู้หญิงสู้ชีวิตที่ยอมทำงานตรากตรำหาเงินเพื่ออนาคตของลูก เมื่อเธอเรียนจบระดับมัธยมต้น เธอจึงเดินทางเข้ามาเรียนต่อด้านสายอาชีพที่โรงเรียนพณิชยการในกรุงเทพมหานคร

ภาพลวงตาและความฟุ้งเฟ้อ

เมื่อได้สัมผัสกับสังคมคนเมืองและความศิวิไลซ์ เด็กสาวเริ่มหลงระเริงไปกับแสงสี ความหรูหรา และชีวิตกลางคืน เพื่อให้ได้รับการยอมรับจากเพื่อนฝูงในเมือง เธอจึงกุเรื่องโกหกว่าตัวเองเป็นลูกสาวเศรษฐีมีอันจะกินจากต่างจังหวัด นำเงินที่แม่หามาด้วยหยาดเหงื่อแรงกายไปปรนเปรอเพื่อนฝูง เลี้ยงอาหารตามคอฟฟี่ช็อปหรู และเที่ยวสถานบันเทิงยามค่ำคืน

ความจริงที่เริ่มถูกเปิดโปง

แต่เรื่องโกหกกลับไม่ง่ายอย่างที่คิด เมื่อเธอได้พบกับลูกชายเจ้าของร้านทองตัวจริงจากพนัสนิคม (รับบทโดย เศรษฐา ศิระฉายา) ที่รู้ทันว่าเธอไม่ได้เป็นทายาทตระกูลร่ำรวยอย่างที่อ้าง ทำให้เกิดการจับผิดและปะทะคารมกันขึ้นอยู่บ่อยครั้ง ในขณะที่คนรอบข้างอย่างตัวละครของ สรพงศ์ ชาตรี และ อัญชลี ชัยศิริ ซึ่งทราบความจริงถึงภูมิหลังอันยากจนของเธอก็คอยหาทางตักเตือนให้เธอกลับตัว ก่อนที่ความทะเยอทะยานและชีวิตจอมปลอมจะนำพาความสูญเสียและบทเรียนครั้งใหญ่มาสู่ครอบครัว

เอ็ม.16

 

เอ็ม-16

ภาพยนตร์สร้างโดย ธนารุ่งโรจน์ภาพยนตร์
มาโนช ธนารุ่งโรจน์ เป็นผู้อำนวยการสร้าง
ไพฑูรย์ รัตนานนท์ เป็นผู้กำกับการแสดง

นำสามพระเอกแถวหน้าของยุคมาประชันบทบาทกันอย่างคับคั่ง ได้แก่ กรุง ศรีวิไล, อุเทน บุญยงค์ และ ยอดชาย เมฆสุวรรณ ร่วมด้วยนางเอก ทัศน์วรรณ เสนีย์วงศ์ ณ อยุธยา และนางเอกน้องใหม่ในยุคนั้นอย่าง น้ำทิพย์ พรรณรุ่งดี โดยเข้าฉายครั้งแรกเมื่อวันที่ 21 เมษายน 2521 ที่โรงภาพยนตร์เจ้าพระยา 

เรื่องย่อ 

เนื้อเรื่องของหนังหยิบยกเอาความโด่งดังของอาวุธสงครามอย่างปืน M16 ในยุคนั้นมาเป็นเส้นเรื่องหลัก เปิดฉากด้วยการที่ขบวนการทรชนนำโดย หม่อมหลวงรุจิรา อิศรางกูร ณ อยุธยา ร่วมกับ มานพ อัศวเทพ, พิภพ ภู่ภิญโญ และ ยง อยุธยา ได้ร่วมกันปล้นปืน M16 เพื่อนำไปค้าขายในตลาดมืดอย่างผิดกฎหมาย ทำให้ฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐต้องเร่งปราบปราม โดยมียอดชาย เมฆสุวรรณ รับบทนายตำรวจมือปราบที่ต้องประสานความร่วมมือกับ อุเทน บุญยงค์ ในบทนักเลงท้องถิ่นผู้รักความถูกต้อง รวมถึงได้รับความช่วยเหลือแบบลับ ๆ จาก กรุง ศรีวิไล

ความน่าสนใจในตัวหนังคือฉากแอ็กชันโลดโผนที่ถ่ายทำในสถานที่จริง ทั้งฉากไล่ล่าปะทะเดือดกลางเมืองลพบุรีบริเวณพระปรางค์สามยอด ซึ่งคนร้ายได้ปล้นรถตำรวจขับหลบหนีจนรถพุ่งตกลงไปในคลองส่งน้ำ รวมถึงฉากดวลปืนกลางงานแสดงลิเกและหนังกลางแปลง ไปจนถึงฉากไล่ล่าทางเรือกลางแม่น้ำเจ้าพระยาผ่านสะพานพระราม 6 โรงไฟฟ้าวัดเลียบเดิม และฉากขับเรือไล่ยิงกันจนระเบิดใกล้สะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า ซึ่งนอกจากจะสะท้อนความมันส์ตามขนบหนังบู๊ไทยยุคคลาสสิกแล้ว ยังได้บันทึกภาพบรรยากาศบ้านเมืองในอดีตไว้อย่างชัดเจน

9 พยัคฆราช

 

9-พยัคฆราช

เรื่องย่อ  ภาพยนตร์: 9 พยัคฆ์ราช (ปี 2520)

9 พยัคฆ์ราช เป็นภาพยนตร์ไทยแนวแอ็กชันบู๊ฟอร์มใหญ่ในยุคทองของภาพยนตร์ไทยช่วงทศวรรษ 2520 ที่รวมนักแสดงระดับพระเอก-นางเอกแถวหน้าของวงการไว้อย่างคับคั่ง

จุดเริ่มต้นของความขัดแย้ง

เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นเมื่อกลุ่มอิทธิพลมืดและเหล่าทรชนเริ่มแผ่ขยายอำนาจ เข้าข่มเหงรังแกชาวบ้านผู้บริสุทธิ์และกระทำการนอกกฎหมายเพื่อผลประโยชน์มหาศาล ทำให้บ้านเมืองตกอยู่ในภาวะตึงเครียดและไร้ซึ่งความสงบสุข

การรวมตัวของเหล่าผู้กล้า

เมื่อกฎหมายไม่อาจเอื้อมถึงและเจ้าหน้าที่ตกเป็นเป้า เหล่าเสือหนุ่มยอดฝีมือต่างที่มา ผู้มีอุดมการณ์และความแค้นส่วนตัวต่อกลุ่มอิทธิพล จึงเริ่มเคลื่อนไหว ทั้งมือปราบ ทหารกล้า และนักสู้แดนเถื่อน นำโดยยอดฝีมือที่เปรียบดั่งพยัคฆ์ แต่ละคนต่างมีทักษะการต่อสู้ การใช้อาวุธ และไหวพริบเฉพาะตัว ได้โคจรมาพบกันและจำต้องร่วมมือกันเฉพาะกิจเพื่อรับมือกับเครือข่ายอำนาจเถื่อน

การประจัญบานครั้งสำคัญ

ความมันส์และเข้มข้นของเรื่องอยู่ที่การวางแผนชิงไหวชิงพริบ การบุกทลายรังศัตรู และฉากดวลปืนบู๊ระห่ำตามแบบฉบับหนังแอ็กชันไทยยุคคลาสสิก โดยเหล่าพยัคฆ์ต้องเผชิญหน้ากับดงกระสุนและลูกล่อลูกชนของฝ่ายทรชน เพื่อทวงคืนความยุติธรรมให้แก่ผู้สูญเสียและนำความสงบสุขกลับคืนมา

ตะวันอ้อมข้าว

 

ตะวันอ้อมข้าว

 "ตะวันอ้อมข้าว" (ปี 2521) ซึ่งเป็นภาพยนตร์ขนาด 35 มม. พากย์เสียงในฟิล์ม 

ผลงานกำกับการแสดงของ ชรินทร์ ทองสิงห์


ตัวหนังได้เปิดตัวฉายรอบมิดไนท์ครั้งแรกในช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์ 2521 ที่โรงภาพยนตร์เพลินจิตราม่า ก่อนจะเข้าฉายจริงตามโรงภาพยนตร์ชั้นนำในยุคนั้นอย่างเพชรรามาและเพชรเอ็มไพร์ โดยรวมเอานักแสดงแถวหน้ามาร่วมงานกันอย่างคับคั่ง ไม่ว่าจะเป็น สรพงศ์ ชาตรี ในบทคนดีสู้ชีวิต ร่วมด้วย เนาวรัตน์ ยุกตะนันท์, วิยะดา อุมารินทร์, พิศาล อัครเศรณี, ภิญโญ ปานนุ้ย รวมถึงนักแสดงอาวุโสอย่าง ป้าสมจิตต์ ทรัพย์สำรวย


เนื้อหาหลักของหนังเรื่องนี้เป็นแนวดราม่าชีวิตเข้มข้น สะท้อนภาพความยากลำบากของครอบครัวในชนบท ความรัก ความผูกพัน และการดิ้นรนต่อสู้ ซึ่งโทนเรื่องค่อนข้างหม่นและหนักหน่วง ทำให้ในสมัยนั้นหากนำไปฉายตามงานหนังกลางแปลงต่างจังหวัดจะไม่ค่อยได้รับความนิยมเท่ากับหนังบู๊ หนังตลก หรือหนังเพลง เพราะดึงดูดผู้ชมหน้าจอได้ยากกว่า

ความน่าเสียดายของภาพยนตร์เรื่องนี้คือ ในปัจจุบันไม่สามารถหาฟิล์มต้นฉบับมาฉายหรือรับชมได้อีกแล้ว 


ผู้แทนมาแล้ว

 

ผู้แทนมาแล้ว
ย้อนรอยภาพยนตร์ไทย "ผู้แทนมาแล้ว" (2521): ส่องโลเคชันวันวาน และเสน่ห์หมอลำประยุกต์ยุคบุกเบิก

หากเอ่ยถึงผลงานภาพยนตร์ตลกไทยในอดีตที่มีฉากหลังเชื่อมโยงกับบรรยากาศการเมืองและการเลือกตั้ง ภาพยนตร์เรื่อง "ผู้แทนมาแล้ว" ถือเป็นอีกหนึ่งผลงานที่น่าสนใจและเต็มไปด้วยเกร็ดประวัติศาสตร์ ภาพยนตร์เรื่องนี้สร้างโดยเจ้าพ่อหนังบู๊ชื่อดัง วิสันต์ สันติสุชา และมอบหมายให้ ศรีไพร ใจพระ รับหน้าที่เป็นผู้กำกับการแสดง โดยเดิมทีมีความตั้งใจจะสร้างเป็นภาพยนตร์เสียดสีนักการเมือง แต่เพื่อให้ผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการเซ็นเซอร์ในยุคนั้น จึงได้ปรับเปลี่ยนโทนเรื่องให้กลายเป็นภาพยนตร์ตลกเบาสมองที่สอดแทรกเสียงเพลงลูกทุ่งหมอลำ ก่อนจะเข้าฉายรอบปฐมทัศน์เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2521 ณ โรงภาพยนตร์เพชรรามาและเพชรเอ็มไพร์

จุดเด่นสำคัญของภาพยนตร์เรื่องนี้ นอกเหนือจากมุกตลกและความบันเทิง คือการบันทึกภาพสถานที่จริงในอดีตหรือโลเคชันทางประวัติศาสตร์ไว้มากมาย เริ่มตั้งแต่ฉากในกรุงเทพมหานครช่วงต้นเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นบริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ตัวอาคารสถานีรถไฟธนบุรีดั้งเดิม (ซึ่งปัจจุบันพื้นที่บางส่วนได้กลายมาเป็นพิพิธภัณฑ์และส่วนหนึ่งของโรงพยาบาลศิริราช) รวมถึงสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า ตลอดจนฉากจบสุดคลาสสิกที่ผู้กำกับศรีไพร ใจพระ ในบทผู้แทนฯ นั่งหลังควายที่มี สรวง สันติ จูงเดินทางมารายงานตัวเข้าสภา ณ บริเวณลานพระบรมรูปทรงม้า

ในฝั่งของโลเคชันต่างจังหวัด ทีมงานได้เดินทางไปถ่ายทำในหลายพื้นที่อย่างน่าทึ่ง โดยเฉพาะฉากเพลงของนักร้องลูกทุ่งหมอลำชื่อดัง หงส์ทอง ดาวอุดร เพียงเพลงเดียว ผู้กำกับได้พาไปถ่ายทำในสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญหลากหลายแห่ง ทั้งบริเวณลานอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี (ย่าโม) ที่จังหวัดนครราชสีมา, โบราณสถานไทรงาม, ปราสาทหินพิมาย ไปจนถึงพระนครคีรีหรือเขาสมเด็จ (เขาวัง) จังหวัดเพชรบุรี ซึ่งสะท้อนถึงสไตล์การกำกับอันเป็นเอกลักษณ์ของศรีไพร ใจพระ ที่มักชอบพานักร้องไปถ่ายทำฉากมิวสิกวิดีโอในสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดัง

นอกจากนี้ ในฉากรับสมัครผู้แทนและการปราศรัยหาเสียง ยังมีฉากอาคารศาลากลางจังหวัดและเวทีกลางแจ้งขนาดใหญ่ในภาคอีสาน (ซึ่งน่าจะเป็นจังหวัดอุดรธานีหรือขอนแก่น) ที่น่าสนใจคือ มีนักการเมืองตัวจริงในยุคนั้นอย่าง คุณปิยะณัฐ วัชราภรณ์ (อดีต ส.ส. ศรีสะเกษ) มาร่วมปรากฏตัวในภาพยนตร์ด้วย พร้อมด้วยดาราดัง สมบัติ เมทะนี, บู๊ วิบูลย์นันท์, จุ๋มจิ๋ม เข็มเล็ก, สีดา ชลาลัย และเหล่านักแสดงสายบู๊จากค่ายสันติสุชา เช่น ฉัตร มงคลชัย ที่มารับบทผู้สมัครรับเลือกตั้งแข่งกัน

อีกหนึ่งมิติทางประวัติศาสตร์วัฒนธรรมที่ถูกบันทึกไว้ในภาพยนตร์เรื่องนี้ คือภาพการแสดงสดของวงดนตรีลูกทุ่งหมอลำประยุกต์และหางเครื่องในยุคนั้น ซึ่งเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญจากหมอลำเรื่องต่อกลอนแบบดั้งเดิมมาสู่หมอลำร่วมสมัยที่มีการเต้นและดนตรีสากล แม้ในยุคแรกเริ่มจะเคยถูกวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม แต่ก็กลายเป็นรากฐานความนิยมของวงการหมอลำในเวลาต่อมา และการได้ชมผ่านฟิล์มภาพยนตร์ก็ช่วยให้คนดูรุ่นหลังได้เห็นภาพบรรยากาศเวที แสงสี และใบหน้าของศิลปินในระยะประชิดอย่างคมชัด แตกต่างจากผู้ชมในยุคก่อนที่ต้องยืนเบียดเสียดมองดูเวทีอยู่ไกลลิบ

ภาพยนตร์ "ผู้แทนมาแล้ว" จึงไม่เพียงแต่มอบเสียงหัวเราะ แต่ยังเป็นเสมือนแคปซูลกาลเวลาที่เก็บรักษาภาพบ้านเมือง ผู้คน ศิลปวัฒนธรรม และบรรยากาศของสังคมไทยเมื่อเกือบ 50 ปีก่อนไว้อย่างมีคุณค่ายิ่ง

นันทาวดี

 

นันทาวดี
หากย้อนเวลากลับไปในยุคทองของภาพยนตร์ไทยช่วงทศวรรษ 2500 หนึ่งในภาพยนตร์ที่เคยสร้างความประทับใจให้แก่ผู้ชมในยุคนั้นคือ "นันทาวดี" ผลงานสร้างของพิษณุภาพยนตร์ กำกับการแสดงโดย วาสนา ชลินดา ซึ่งเป็นภาพยนตร์ระบบ 16 มม. พากย์สด และเข้าฉายรอบปฐมทัศน์เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2505 ณ โรงภาพยนตร์คาเธ่ย์ โดยรวมทัพนักแสดงชื่อดังในอดีตไว้อย่างคับคั่ง ไม่ว่าจะเป็นนางเอกสาว ภาวนา ชนะจิต ร่วมด้วย ทักษิณ แจ่มผล, พล พิทยายุทธ ตลอดจนนักแสดงสมทบและดาวร้ายแถวหน้าของยุคอย่าง พีรพล ปิยวรรณ, ทัศน์ เอกทัศน์ และถวัลย์ คีรีวัตน์

Who ปิดป่าหลอน

Who ปิดป่าหลอน


‘ยิ่งห้ามเหมือนยิ่งยุ’ คือสุภาษิตที่เกิดขึ้นในทุกๆสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มนักศึกษาที่มีเลือดของความคึกคะนองอันเปี่ยมล้น ใครเลยจะรู้ว่าจุดเริ่มต้นจากการท้าทายของรุ่นพี่ที่ต้องการวัดความเป็นผู้กล้าของรุ่นน้องในวันนั้น จะนำพามาซึ่งความสูญเสียและความสยองขวัญในวันถัดมา

เรื่องราวของ โจ เปี๊ยก อ๊อด ออย เอ จูน แป้งร่ำ และกีต้าร์ ที่ลงสมัครเข้าป่าต้องห้ามตามคำท้าของกลุ่มรุ่นพี่ และเมื่อวันเดินทางมาถึงโจกลับยกเลิกการเดินทางเนื่องจากแม่ไม่อนุญาต และมีเบิ้มผู้เป็นรุ่นพี่ที่เป็นหนึ่งในตัวตั้งตัวตีร่วมเดินทางไปด้วย ทั้งแปดชีวิตเดินทางโดยรถไฟเพื่อไปพบกับนายพรานมากฝีมือและผู้ช่วยนามว่าแซมที่สถานีรถไฟ ก่อนจะเดินทางมุ่งหน้าเข้าสู่ป่านั้นทั้งสิบชีวิตได้ถ่ายภาพหมู่ร่วมกันที่รางรถไฟ ซึ่งในการถ่ายภาพในครั้งนี้ทุกคนเป็นผู้เลือกตำแหน่งการยืนด้วยตัวเอง โดยหารู้ไม่ว่าการยืนเรียงลำดับเพื่อถ่ายภาพร่วมกันในครั้งนี้ จะเป็นการถ่ายภาพร่วมกันเป็นครั้งแรกและครั้งสุดท้าย

และพวกเขาทั้งสิบได้กำหนดทิศทางชีวิตของตัวเองเอาไว้แล้ว เสียงฝีเท้าสิบคู่เหยียบย่ำลงบนใบไม้สีน้ำตาลที่ร่วงหล่นเกลื่อนพื้นดังขึ้น พร้อมๆกับเสียงของฝูงวิหกที่บินคล้อยเคลื่อนผ่านทิวเมฆสีเทาเพื่อกลับรัง กิ่งไม้ใหญ่พลิ้วไหวหยอกเอินกับสายลมพัดเอื่อยในยามอาทิตย์อัสดงช่างงดงามและมีมนต์ขลัง พาให้กลุ่มผู้มาเยือนเพลิดเพลินจนหลงลืมความเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทางไกลมาตลอดทั้งวัน ทว่าภายใต้แนวป่ารกทึบอันอุดมไปด้วยแมกไม้สูงใหญ่นานาพันธุ์แห่งนี้ ยังมีบางสิ่งเฝ้ามองและติดตามคุณไปทุกย่างก้าว เงามืดที่กางปีกรอคอยมอบประสบการณ์ขวัญผวาให้แก่แขกไม่ได้รับเชิญอย่างสาสม ความงาม ที่นิยามได้มากกว่าคำว่า ‘อาถรรพ์’ Who ปิดป่าหลอน : อย่าลองดี หากคุณไม่รู้จักมันดีพอ !!!

 ตัวอย่างภาพยนตร์ Who ปิดป่าหลอน

 

นักแสดง

ชาลี ปอทเจส
วรชัย ศิริคงสุวรรณ
นพรุจ แย้มขะมัง
สมชาย ศักดิกุล
ภูวนันท์ รอดพลับ
กัลยกร โตกุล
พรหมพร พรหมมาภิรมย์
นาตาชา มณีสุวรรณ์
ภาณุมาศ สุวรรณ์
ชนันท์ธนัท ด่านกระโทก
สุพัฒน์ ศรีนวล
สุเทพ ประยูรพิทักษ์

อยากดัง

 

อยากดัง

เรื่องย่อภาพยนตร์ไทยคลาสสิก “อยากดัง” (พ.ศ. 2513) มนต์เสน่ห์เสียงเพลงลูกทุ่งกับเส้นทางสู่ดวงดาว

หากย้อนกลับไปในยุคทองของภาพยนตร์เพลงและแนวตลกเบาสมอง (Musical Comedy) ของไทย หนึ่งในผลงานที่รวมขุนพลเพลงลูกทุ่งและดาราดังไว้คับคั่งที่สุดเรื่องหนึ่งก็คือ “อยากดัง” ผลงานการสร้างของ ปฏิมาภาพยนตร์ กำกับการแสดงโดย หวน รัตนงาม เข้าฉายครั้งแรกที่โรงภาพยนตร์ศาลาเฉลิมกรุง เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2513 โดยนำแสดงโดยพระเอกตลอดกาล สมบัติ เมทะนี และนางเอกดาวรุ่งในยุคนั้นอย่าง สุทิศา พัฒนุช

เรื่องย่อ

เรื่องราวสะท้อนความฝัน ความทะเยอทะยาน และความหวังของหนุ่มสาวบ้านทุ่งและคนธรรมดาที่ใฝ่ฝันอยากก้าวเข้าสู่วงการบันเทิง เพื่อสร้างชื่อเสียงและไขว่คว้าชีวิตที่ดีกว่าภายใต้คำว่า “อยากดัง”

เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นเมื่อหนุ่มบ้านนาผู้มีพรสวรรค์และเสียงร้องกินใจ (นำแสดงโดย สมบัติ เมทะนี) ตัดสินใจมุ่งหน้าเข้าสู่เมืองหลวงเพื่อตามล่าความฝัน ทว่าเส้นทางสู่การเป็นนักร้องดาวเด่นและคนดังไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เขาต้องเผชิญกับบททดสอบนานัปการ ทั้งการชิงไหวชิงพริบในวงการเพลง ความริษยา การเอารัดเอาเปรียบจากผู้มีอิทธิพล และความรักสามเส้าที่เข้ามาพัวพันระหว่างหญิงสาวผู้เคียงข้างและสาวสังคมชั้นสูง

ระหว่างทางเต็มไปด้วยเรื่องราวอลวน เสียงหัวเราะ และการฝ่าฟันอุปสรรค โดยตัวเอกต้องพิสูจน์ให้เห็นว่า ความสำเร็จและชื่อเสียงที่แท้จริง ไม่ได้มาจากการอยากเด่นอยากดังเพียงชั่วข้ามคืน แต่ต้องแลกมาด้วยความจริงใจ พรสวรรค์ และการรักษาคุณงามความดีของตัวเอง

จุดเด่นของภาพยนตร์

  • มหกรรมเพลงลูกทุ่งยุคคลาสสิก : ภาพยนตร์เรื่องนี้รวบรวมเพลงเอกกว่า 12 เพลง และได้ศิลปินเพลงลูกทุ่งระดับปรมาจารย์มาร่วมแสดงและขับร้อง เช่น ไวพจน์ เพชรสุพรรณ, ชินกร ไกรลาศ, และ กังวานไพร ลูกเพชร

  • รวมดาวตลกและนักแสดงคุณภาพ : นอกจากคู่พระ-นาง ยังมีนักแสดงสมทบชั้นครูอย่าง เมตตา รุ่งรัตน์, ทม วิศวชาติ, ประจวบ ฤกษ์ยามดี, มนัส บุณยเกียรติ, ทานทัต วิภาตะโยธิน, มาลี เวชประเสริฐ, โกร่ง กางเกงแดง, หม่อมชั้น พวงวัน และดาวน้อย ดวงใหญ่

ข้อมูลภาพยนตร์

  • ชื่อเรื่อง : อยากดัง (พ.ศ. 2513)

  • ผู้สร้าง : ปฏิมาภาพยนตร์ (สุภาพ ประจวบเหมาะ ผู้อำนวยการสร้าง)

  • ผู้กำกับการแสดง : หวน รัตนงาม

  • บทประพันธ์ : รุ่งรัชนี

  • นักแสดงนำ : สมบัติ เมทะนี, สุทิศา พัฒนุช, เมตตา รุ่งรัตน์, ทม วิศวชาติ, ประจวบ ฤกษ์ยามดี

3 อันตราย

 

3 อันตราย

เรื่องย่อภาพยนตร์ไทยแอ็กชันสุดมันส์: “3 อันตราย” ภารกิจเดนตายล้างแค้นอดีตศัตรู

หากใครชื่นชอบภาพยนตร์ไทยแนวแอ็กชันทหารสงครามสไตล์รวมทีมคอมมานโดบุกป่าฝ่าดงระเบิดภูเขาเผากระท่อม “3 อันตราย” คืออีกหนึ่งผลงานระดับตำนานที่แฟนหนังบู๊คลาสสิกไม่ควรพลาด ด้วยพล็อตเรื่องภารกิจลับระดับชาติที่เต็มไปด้วยการหักเหลี่ยม ชิงไหวชิงพริบ และฉากยิงกันสนั่นป่า

จุดเริ่มต้นของภารกิจลับ

เรื่องราวเปิดฉากขึ้นเมื่อกองทัพมีคำสั่งมอบหมายภารกิจลับระดับชาติในการกวาดล้างกองกำลังผู้ก่อการร้ายแบ่งแยกดินแดนที่มีฐานที่มั่นลึกลับในป่าทึบแถบชายแดน ภารกิจนี้เป็นงานเดนตายที่มีความเสี่ยงสูง ทางการจึงได้เรียกตัวอดีต 3 ทหารเสือยอดฝีมือผู้เคยสร้างชื่อในสมรภูมิเวียดนามกลับมารวมตัวกันอีกครั้ง ได้แก่:

  1. พันตรีมงคล

  2. พันตรีพยัคฆ์ (ไอ้เสือ)

  3. พันตรีกฤตธิเดช

ก่อนเริ่มภารกิจ ทั้งสามได้คัดเลือกทหารกล้าและทหารพรานฝีมือดีจากหน่วยต่าง ๆ ทั้งผู้เชี่ยวชาญการทำลายล้าง มวยสากล และการลาดตระเวน (เช่น สิบตรีทองย้อย, สิบเอกชาย, และพลทหารหลุย ดอกกระโดน) มาร่วมทีม พร้อมวางแผนฝึกซ้อมอย่างหนักเพื่อเตรียมบุกรังศัตรู

แผนลวงและศัตรูเก่าในอดีต

ระหว่างพักภารกิจ พันตรีมงคลได้พบกับ ดวงเดือน นักร้องสาวสวยเจ้าเสน่ห์และเริ่มสานสัมพันธ์กัน ทว่าแท้จริงแล้ว ดวงเดือนคือสายลับของฝ่ายศัตรู ซึ่งมี ท่านนายพลฟาร์ม อดีตคู่ปรับเก่าจากสมรภูมิเวียดนามเป็นผู้อยู่เบื้องหลัง นายพลฟาร์มต้องการล้างแค้น 3 อดีตนักรบเสือดำที่เคยทำลายกองกำลังของตนในอดีต

ดวงเดือนใช้มารยาหญิงลวงพันตรีมงคลไปติดกับดักจนถูกจับตัวไปขังไว้ที่ค่ายลับกลางป่า นายพลฟาร์มทรมานมงคลเพื่อรอให้เพื่อนร่วมทีมอีกสองคนตามมาติดกับ แต่ด้วยความขัดแย้งภายในค่าย เมื่อนายพลฟาร์มคิดจะใช้กำลังบังคับดวงเดือนเป็นเมีย ทำให้เธอตาสว่างและยอมเสี่ยงชีวิตช่วยปล่อยตัวพันตรีมงคลออกมาผ่านทางลับของค่าย

ศึกแตกหักถล่มรังโจร

เมื่อพันตรีมงคลหนีรอดกลับมารวมทีมกับพันตรีกฤตและพยัคฆ์ได้สำเร็จ พวกเขาจึงรู้ตำแหน่งที่ตั้งและเส้นทางลับของค่ายศัตรูอย่างแม่นยำ พร้อมทั้งตัดสัญญาณวิทยุที่ศัตรูใช้ดักฟัง

ทีม "3 อันตราย" นำกำลังคอมมานโดบุกโจมตีค่ายโจรแบบสายฟ้าแลบ เกิดการปะทะด้วยอาวุธหนักและระเบิดอย่างดุเดือด ทั้งสามนายทหารฝ่าดงกระสุนเด็ดชีพลูกสมุนและประจันหน้ากับนายพลฟาร์ม ในที่สุดฝ่ายธรรมะก็สามารถกวาดล้างกองกำลังติดอาวุธลงได้สำเร็จ พร้อมสะสางหนี้แค้นเก่าลงอย่างสมบูรณ์แบบ ทิ้งไว้เพียงบทเรียนและบาดแผลแห่งสงครามที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้นอีก

ข้อมูลภาพยนตร์

  • ชื่อเรื่อง : 3 อันตราย (Thai Movie)

  • แนวภาพยนตร์ : แอ็กชัน / บู๊ล้างผลาญ / สงคราม

ต้อยติ่ง

 

ต้อยติ่ง

ย้อนรอยภาพยนตร์ไทยคลาสสิก “ต้อยติ่ง” (พ.ศ. 2512) รอยอดีตจากเศษฟิล์ม 16 มม. สู่ตำนานหัวใจนักสู้

หากพูดถึงมนต์เสน่ห์ของภาพยนตร์ไทยในยุคฟิล์ม 16 มม. พากย์สด หนึ่งในผลงานทรงคุณค่าที่สะท้อนทั้งภาพชีวิต ความรัก และความกตัญญูได้อย่างถึงแก่นคือเรื่อง “ต้อยติ่ง” ผลงานการกำกับของ ส. อัศวจินดา นำแสดงโดยพระ-นางยอดนิยมตลอดกาลอย่าง สมบัติ เมทะนี และ พิศมัย วิไลศักดิ์ ซึ่งในปัจจุบันแม้ตัวฟิล์มสมบูรณ์จะสูญหายไปตามกาลเวลา ทว่าเศษกากฟิล์มที่หลงเหลืออยู่จากอำเภอสตึก จังหวัดบุรีรัมย์ ก็ได้รับการชุบชีวิตนำมาพากย์เสียงสดจำลองบรรยากาศย้อนยุค เพื่อส่งต่อความประทับใจให้คนรุ่นหลังได้รับชม

จุดเริ่มต้นจากคำสัตย์ปฏิญาณ

เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นเมื่อ สันต์ อดีตนักเลงผู้เคยผ่านชีวิตในเรือนจำ ได้ยื่นมือเข้าช่วยชีวิต มาลี ลูกสาวคนสวยของ กำนันมั่น เอาไว้ กำนันจึงเมตตารับสันต์เข้าทำงานเป็นหัวหน้าโรงสีข้าว ทว่าความดีและความขยันของเขากลับสร้างความริษยาให้กับ หมู่ทองคำ นายตำรวจหนุ่มผู้หมายปองมาลีมาโดยตลอด

เมื่อความรักระหว่างสันต์กับมาลีสุกงอมจนมาลีตั้งครรภ์ ทั้งสองจึงตัดสินใจพากันหนีออกจากบ้านเพื่อสร้างครอบครัวของตัวเอง โดยก่อนจะเริ่มต้นชีวิตคู่ สันต์ได้ให้คำมั่นสัญญาต่อหน้าภรรยาว่าจะยอมวางมือจากวิถีนักเลง จะอดทน อดกลั้น และไม่ยอมใช้กำลังสู้กับใครอีก เพื่อไม่ให้ต้องถูกจับติดคุกและพลัดพรากจากครอบครัว ทั้งสองให้กำเนิดพยานรักเป็นเด็กหญิงตัวน้อยและตั้งชื่อให้ว่า “ต้อยติ่ง”

ชีวิตสู้กลางสลัมและสายเลือดนักสู้

สิบเจ็ดปีผ่านไป สันต์หาเลี้ยงครอบครัวด้วยการขับรถแท็กซี่ ส่วนมาลียึดอาชีพแม่ค้าขายก๋วยเตี๋ยวผัดไทย ทั้งคู่เลี้ยงดูลูกสาวจนเติบโตเป็นสาวแก่นแก้ว กล้าได้กล้าเสีย และมีฝีมือแม่ไม้มวยไทยติดตัว ต้อยติ่งมักจะออกโรงชกต่อยปกป้องแม่จากพวกอันธพาลในตลาดอยู่เสมอ ซึ่งแตกต่างจากพ่ออย่างสันต์ที่ยอมก้มหน้านิ่งเฉยไม่ตอบโต้ใครเพราะยึดมั่นในคำสาบาน จนทำให้ต้อยติ่งเข้าใจผิด คิดไปเองว่าพ่อของตนเป็นคนขี้ขลาด

ความวุ่นวายปะทุขึ้นอีกครั้งเมื่อหมู่ทองคำตามหาครอบครัวนี้จนพบ เขานำเงินก้อนโตมาบีบบังคับให้สันต์ยอมปล่อยมาลีกับลูกสาวคืนให้กำนัน แต่ทั้งสองปฏิเสธอย่างเด็ดขาด เคราะห์ซ้ำกรรมซัด สันต์ล้มป่วยหนักเป็นมะเร็งที่ลิ้นและลำคอ ต้องใช้เงินผ่าตัดก้อนใหญ่ ด้วยความจนและสิ้นหวัง มาลีจึงยอมตัดสินใจทำสิ่งที่ผิดด้วยการไปขโมยเงินเพื่อนำมารักษาชีวิตสามี จนถูกจับกุมตัวเข้าคุกในที่สุด

เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้ต้อยติ่งได้รับรู้ความจริงอันเจ็บปวดว่า ที่พ่อไม่ยอมสู้คนไม่ใช่เพราะขี้ขลาด แต่เป็นเพราะความรักและคำสัญญาที่มีให้ไว้กับแม่ ทว่าโชคชะตากลับโหดร้าย เมื่อพวกคู่อริตามมารุมทำร้ายสันต์จนเสียชีวิต ต้อยติ่งต้องสูญเสียเสาหลักของบ้านไปในพริบตา

บททดสอบในคฤหาสน์หรู

หลังการจากไปของพ่อ คุณนายสมจิต แม่ของ ต๋อย ชายหนุ่มลูกเศรษฐีที่เคยเป็นเพื่อนกับต้อยติ่ง ได้ยื่นมือเข้ามาอุปการะรับเธอไปเลี้ยงดูในบ้าน แม้จะมีต๋อยและคุณนายคอยเอ็นดู แต่ต้อยติ่งกลับต้องเผชิญกับสายตาดูแคลนและคำพูดเหยียดหยามจากคนรอบข้างอย่าง งามตา และ สารภี ที่คอยกดขี่ว่าเธอเป็นเพียงเด็กสลัม ลูกขี้คุก และไร้หัวนอนปลายเท้า แต่ด้วยจิตใจที่เข้มแข็ง ต้อยติ่งจึงก้มหน้าอดทนและใช้ความจริงใจพิสูจน์คุณค่าของตัวเอง

การตามหาหัวใจและการปล่อยวางทางโลก

เมื่อถึงวันที่มาลีพ้นโทษจากเรือนจำ มาลีกลับตัดสินใจแอบเดินทางออกจากคุกก่อนกำหนดและหนีหายไป เพราะไม่อยากให้ลูกสาวต้องด่างพร้อยหรือมีตราบาปจากการมีแม่เป็นอดีตนักโทษ ต้อยติ่งจึงร่วมมือกับต๋อยและเพื่อนสนิท ออกเดินทางตามหาแม่มุ่งหน้าสู่บ้านเกิดที่อำเภอจอหอ จังหวัดนครราชสีมา

แม้กำนันมั่นผู้เป็นตาจะยังคงถือทิฐิและตั้งแง่รังเกียจลูกเขยกับหลานสาว แต่สุดท้ายก็ยอมชี้เบาะแสให้ ต้อยติ่งตามหาจนกระทั่งพบตัวมาลีที่ วัดเขานางชี ปรากฏว่ามาลีได้ปลงผมบวชเป็นแม่ชี หันหลังให้โลกภายนอกอย่างสิ้นเชิง เพื่อสละละวางความทุกข์ระทม และอุทิศส่วนกุศลให้แก่เจ้ากรรมนายเวรตลอดจนดวงวิญญาณของสันต์

แม่ชีมาลีสอนให้ต้อยติ่งเข้าใจถึงสัจธรรมของชีวิต พร้อมฝากคำสอนสำคัญให้ลูกสาวก้าวเดินต่อไปว่า จงเป็นนักสู้ที่เข้มแข็ง และใช้ “ความดี” เป็นอาวุธในการเอาชนะอุปสรรคทั้งปวง เพราะคนดีตกน้ำไม่ไหล ตกไฟไม่ไหม้ ปิดฉากเรื่องราวความรักและความกตัญญูที่กินใจผู้ชมอย่างลึกซึ้ง

ข้อมูลภาพยนตร์

  • ชื่อเรื่อง : ต้อยติ่ง (พ.ศ. 2512)

  • ผู้กำกับการแสดง : ส. อัศวจินดา

  • นักแสดงนำ : สมบัติ เมทะนี, พิศมัย วิไลศักดิ์

หมอซ้ง

 

หมอซ้ง

 “หมอซ้ง” (พ.ศ. 2522) ตำนานคอมเมดี้อารมณ์ดี

หากย้อนเวลากลับไปในยุคทองของภาพยนตร์ไทยแนวตลกวัยรุ่นอารมณ์ดี ผลงานการกำกับของ ศุภักษร (ศุภวัฒน์ จงศิริ) มักจะสร้างปรากฏการณ์และรอยยิ้มให้กับผู้ชมเสมอ และหนึ่งในเรื่องที่แฟนหนังยุคนั้นจดจำได้ดีที่สุดจนกลายเป็นฉายาติดตัวพระเอก ก็คือเรื่อง “หมอซ้ง” (2522) ที่มาพร้อมสโลแกนสุดฮิตในยุคนั้นว่า "ไม่มีโรคใดในโลก ที่หมอซ้งรักษาไม่ได้!"

จุดเริ่มต้นของความฮาปนวุ่น

เรื่องราวโฟกัสไปที่ “หมอซ้ง” (รับบทโดย ทรงวิทย์ จิรโศภิน) แพทย์หนุ่มมือหนึ่งประจำโรงพยาบาล ผู้ขึ้นชื่อเรื่องลีลาการรักษาที่ไม่เหมือนใคร ไม่ว่าคนไข้จะมาด้วยอาการหนักหนาสาหัสแค่ไหน เมื่อผ่านมือหมอซ้งเป็นอันต้องหายเป็นปลิดทิ้ง ด้วยบุคลิกยียวน กวนประสาท เป็นกันเอง และอารมณ์ดีเกินร้อย ทำให้หมอซ้งกลายเป็นขวัญใจของคนไข้และบรรดาพยาบาลสาวๆ รวมถึงสาวสวยรอบกาย (นำแสดงโดย เนาวรัตน์ ยุกตะนันท์, อำภา ภูษิต, มนฤดี ยมาภัย)

มรสุมและแผนสกัดดาวรุ่ง

ความโด่งดังและคนไข้ที่หลั่งไหลมาหาหมอซ้ง เริ่มสร้างความอิจฉาริษยาให้กับโรงพยาบาลคู่แข่ง เมื่อเห็นว่าแย่งคนไข้ไปหมด ฝ่ายตรงข้ามจึงเริ่มเปิดฉากเล่นสกปรก ทั้งส่งสายมาสืบหาจุดอ่อน และเปิดประเด็นโจมตีครั้งใหญ่ กล่าวหาว่า "ใบประกอบวิชาชีพเวชกรรมของหมอซ้งเป็นของปลอม!"

จากคุณหมอสุดทะเล้นที่ชีวิตมีแต่เสียงหัวเราะ หมอซ้งต้องเผชิญกับวิกฤตความน่าเชื่อถือครั้งใหญ่ในชีวิต ทั้งต้องรับมือกับคนไข้สารพัดเคสพิสดาร ความรักกุ๊กกิ๊กอลวน และการวางแผนพิสูจน์ความจริงเพื่อกอบกู้ศักดิ์ศรีของตัวเองกลับคืนมา

หมอซ้งจะงัดลีลา ท่าไม้ตาย หรือความป่วนแบบไหนมาสู้กับคลื่นใต้น้ำครั้งนี้? สามารถไปร่วมย้อนวันวานความสนุกได้ใน

  • หมอซ้ง (พ.ศ. 2522)

  • ผู้กำกับ / บทประพันธ์ : ศุภักษร (ศุภวัฒน์ จงศิริ)

  • นักแสดงนำ : ทรงวิทย์ จิรโศภิน, เนาวรัตน์ ยุกตะนันท์, อำภา ภูษิต, มนฤดี ยมาภัย, ดาวเรือง แสงทอง

แก้วหน้าม้า

 

แก้วหน้าม้า

เรื่องย่อ  “แก้วหน้าม้า” (พ.ศ. 2522) ตำนานรักแท้พิสูจน์คุณค่าภายใน

หากเอ่ยถึงวรรณคดีและนิทานพื้นบ้านไทยยอดนิยมตลอดกาล หนึ่งในเรื่องที่ทุกคนจำได้ไม่ลืมคงหนีไม่พ้น แก้วหน้าม้า โดยเฉพาะฉบับละครจักรๆ วงศ์ๆ ทางโทรทัศน์ปี พ.ศ. 2522 ที่ถ่ายทอดเรื่องราวความรัก ความอดทน และการพิสูจน์คุณค่าของจิตใจเหนือรูปลักษณ์ภายนอกได้อย่างเข้มข้นและน่าประทับใจ

เรื่องราวเริ่มต้นขึ้น ณ เมืองมิถิลา ในเทศกาลเล่นว่าวประจำปี ว่าวคู่บารมีของ พระปิ่นทอง พระโอรสผู้สูงศักดิ์เกิดสายป่านขาดลอยหายไป และตกลงในหมู่บ้านชนบท โดยมี แก้วมณี หญิงสาวชาวบ้านที่มีใบหน้าอัปลักษณ์คล้ายม้าเป็นผู้เก็บได้ เมื่อพระปิ่นทองเสด็จมาตามหาว่าว แก้วมณีกลับยอมคืนให้โดยมีข้อแม้ว่าพระปิ่นทองต้องรับนางเป็นพระชายา แม้พระองค์จะทรงรังเกียจ แต่เพื่อชิงว่าวสุดที่รักกลับคืน จึงยอมให้คำมั่นสัญญาส่งเดชก่อนจะกลับวังหลวงไป

เมื่อแก้วมณีเดินทางมาทวงสัญญาถึงพระราชวัง พระปิ่นทองและเหล่าขุนนางต่างตกตะลึงและรังเกียจรูปร่างหน้าตา จึงวางอุบายกำจัดนางด้วยการตั้งภารกิจที่เป็นไปไม่ได้ คือสั่งให้นางไปอัญเชิญ เขาพระสุเมรุ มาไว้ที่เมืองมิถิลาภายใน 7 วัน หากทำไม่สำเร็จจะมีโทษถึงประหารชีวิต

แก้วมณีผู้มีความรักและภักดีต่อพระปิ่นทองยอมเสี่ยงชีวิตบุกป่าฝ่าดงจนสิ้นแรง ความจริงใจของนางทำให้พระฤาษีเวทนา จึงเข้ามาช่วยเหลือด้วยการถอดรูปหน้าม้าออก เผยร่างแท้จริงอันงดงามราวกับนางฟ้าในนาม มณีรัตนา พร้อมมอบเรือเหาะและอาวุธวิเศษให้ นางจึงสามารถนำเขาพระสุเมรุมาประดิษฐานกลางเมืองมิถิลาได้ทันกำหนดเวลา

ทว่าพระปิ่นทองยังคงหาทางบ่ายเบี่ยง พระองค์ทรงเสด็จทางเรือไปยังเมืองโรมวิถีเพื่ออภิเษกสมรสกับ พระธิดาทัศมาลี พร้อมทิ้งคำขาดขู่นางแก้วไว้ว่า หากตนเสด็จกลับมา นางแก้วจะต้องอุ้มลูกมารอรับ มิฉะนั้นจะถูกตัดหัว ระหว่างการเดินทางกลางทะเล สำเภาของพระปิ่นทองต้องพายุอับปางจนถูกจับขังไว้ แก้วมณีที่ถอดหัวม้าเป็นมณีรัตนาได้เหาะตามไปช่วยชีวิตพระสวามี ทั้งสองมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งโดยที่พระปิ่นทองไม่เคยรู้เลยว่าหญิงงามที่ตนหลงรักแท้จริงคือนางแก้วหน้าม้า ก่อนจากกันพระปิ่นทองได้มอบแหวนหมั้นไว้เป็นอนุสรณ์ และต่อมาแก้วมณีก็ให้กำเนิดพระโอรสนามว่า ปิ่นแก้ว

ความวุ่นวายในวังหลวงปะทุขึ้นอีกครั้งเมื่อพระปิ่นทองเสด็จกลับเมืองพร้อมพระชายาทัศมาลี รวมถึงสองนางกำนัลคือ สร้อยสุวรรณ และ จันทร์สุดา พระชายาทัศมาลีคิดกำจัดชายาทุกคนและทำเสน่ห์ยาแฝดใส่พระปิ่นทอง แต่ท้ายที่สุดความชั่วร้ายก็ถูกเปิดโปงจนทัศมาลีถูกขับไล่ออกจากเมือง

เคราะห์ซ้ำกรรมซัด กองทัพยักษ์ยกพลบุกประชิดเมืองมิถิลาจนบ้านเมืองเข้าขั้นวิกฤต ในยามหน้าสิ่วหน้าขวาน พระปิ่นทองจำต้องบากหน้ามาอ้อนวอนให้นางแก้วหน้าม้าออกศึก นางแก้วไม่ถือโทษโกรธแค้น นำอาวุธวิเศษเหาะออกไปปราบพญายักษ์จนพ่ายแพ้ สยบภัยสงครามและกอบกู้แผ่นดินมิถิลาไว้ได้สำเร็จ

ชัยชนะและความเสียสละอันยิ่งใหญ่ทำให้พระปิ่นทองสำนึกผิด ทรงตระหนักว่าจิตใจที่ดีงามและความภักดีของแก้วมณีมีค่ายิ่งกว่าสิ่งใด พระองค์จึงเอ่ยปากขอขมาและสัญญาว่าจะรักและให้เกียรตินางจากใจจริงตลอดไป เมื่อเห็นถึงความจริงใจ แก้วมณีจึงยอมถอดหน้าม้า เผยรูปโฉมของนางมณีรัตนา หญิงคนรักที่พระปิ่นทองเฝ้าฝันถึง ทั้งสองจึงได้ครองรักกันอย่างมีความสุข ท่ามกลางความชื่นชมยินดีของชาวเมืองมิถิลาทั้งปวง

อยากหยุดตะวันไว้ที่ปลายฟ้า



 ณ ศิขริน ดินแดนเล็กๆ ทางตอนเหนือที่ปกครองด้วยระบอบกษัตริย์โดย “เจ้าทรงสวรรค์” แม้จะเป็นประเทศเล็กแต่กลับร่ำรวยด้วยทรัพยากรน้ำมันมหาศาล ทำให้เป็นที่หมายปองของกลุ่มธุรกิจและผู้แสวงหาผลประโยชน์ข้ามชาติ โดยมีประเทศไทยเป็นหนึ่งในพันธมิตรสำคัญ

ความผาสุกเริ่มสั่นคลอนเมื่อ เจ้าวิษณุ เจ้าทรงสวรรค์องค์ปัจจุบัน ทรงมีพระราชดำริที่จะปฏิรูปประเทศและเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบอบประชาธิปไตย สร้างความไม่พอใจอย่างรุนแรงแก่ เจ้าวงศา พระอนุชาผู้กระหายอำนาจ เจ้าวงศาจึงร่วมมือกับ นายพลศารทูล (กลศ อัทธเสรี) ผู้กุมอำนาจทางทหาร เพื่อวางแผนกดดันให้เจ้าวิษณุสละราชบัลลังก์ ทว่านายพลศารทูลกลับมีความทะเยอทะยานยิ่งกว่านั้น นั่นคือการล้มล้างระบอบกษัตริย์ จัดตั้งรัฐบาลทหารเบ็ดเสร็จ และเตรียมกำจัดเจ้าวงศาเป็นรายถัดไป

เมื่อเจ้าวิษณุถูกลอบยิงและสถานการณ์ในราชสำนักเริ่มไม่ปลอดภัย เพื่อความปลอดภัยของสายเลือดพระองค์ จึงมีคำสั่งลับให้ เพ็ญโสม พระพี่เลี้ยง รีบพา เจ้าหญิงนภัสสราวดี (แหม่ม คัทลียา) ที่กำลังศึกษาอยู่ ณ ประเทศฝรั่งเศส เดินทางมาหลบภัยยังประเทศไทย โดยต้องอำพรางฐานันดรศักดิ์ทั้งหมด และใช้ชื่อคนธรรมดาว่า “นภัสสร”

ฝ่ายประสานงานของไทยจำต้องหาคนคุ้มกันฝีมือดีและไว้ใจได้โดยไม่อาจพึ่งพาตำรวจ จึงได้ติดต่อ น้ำเชี่ยว พิทักษ์เทพินทร์ (แท่ง ศักดิ์สิทธิ์) บอดีการ์ดหนุ่มอดีตนายทหารมือฉกาจ แต่เนื่องจากน้ำเชี่ยวมีกฎเหล็กว่าจะไม่รับงานหากไม่รู้ประวัติลูกค้าอย่างโปร่งใส ผู้ว่าจ้างจึงจำเป็นต้องกุเรื่องขึ้นว่านภัสสรเป็นลูกสาวมหาเศรษฐีเจ้าของเหมืองเพชรที่กำลังถูกหุ้นส่วนตามล่าปองร้าย

เมื่อทั้งสองต้องมาอยู่ร่วมกัน ความขัดแย้งก็ปะทุขึ้นทันที นภัสสรไม่คุ้นชินกับการถูกสั่งการ จึงพยศและคอยต่อต้านกฎระเบียบของน้ำเชี่ยวอยู่ตลอดเวลา ทว่าน้ำเชี่ยวกลับสุขุม เด็ดขาด และสามารถรับมือได้ทุกสถานการณ์ ความขัดแย้งค่อยๆ ละลายกลายเป็นความผูกพัน ความห่วงใย และความประทับใจที่ค่อยๆ ผลิบานขึ้นท่ามกลางอันตราย

แต่ความสงบสุขก็อยู่ได้ไม่นาน เมื่อกลุ่มอิทธิพลมืดและพ่อค้าอาวุธผิดกฎหมายอย่าง อายุทธ์ (ไพโรจน์ สังวริบุตร) เข้ามาพัวพัน อายุทธ์สืบรู้ตัวตนที่แท้จริงขององค์หญิง จึงคิดใช้เธอเป็นข้อต่อรองแลกกับสัมปทานน้ำมันของศิขรินกับนายพลศารทูล จนนำไปสู่การลักพาตัวกลางงานเลี้ยง แม้น้ำเชี่ยวจะพานภัสสรฝ่าดงกระสุนหนีรอดมาได้ แต่ชนวนวิกฤตก็บานปลายเกินเยียวยา

ทางศิขริน นายพลศารทูลก่อรัฐประหารยึดอำนาจสำเร็จ เจ้าวิษณุต้องลี้ภัยไปชายแดน ส่วนเจ้าวงศาถูกยกขึ้นเป็นกษัตริย์หุ่นเชิด พร้อมประกาศตราหน้าเจ้าวิษณุเป็นกบฏ และเรียกร้องให้รัฐบาลไทยส่งตัวเจ้าหญิงนภัสสราวดีกลับศิขรินทันที ข่าวนี้สะเทือนไปทั่วโลก และทำให้น้ำเชี่ยวตกตะลึงเมื่อรู้ความจริงว่าหญิงสาวที่เขาปกป้องคือเจ้าหญิงสูงศักดิ์ ความรู้สึกเหมือนถูกหักหลังและหลอกลวงทำให้น้ำเชี่ยวโกรธจนขอถอนตัว

ทว่าเมื่อรู้ว่าหากส่งตัวเจ้าหญิงกลับไป เธอจะต้องเผชิญกับความตาย น้ำเชี่ยวจึงไม่อาจปล่อยมือได้ เขาตัดสินใจพาเจ้าหญิงและพระพี่เลี้ยงหลบหนีไปซ่อนตัวที่บ้านพักริมทะเล ทั้งสองได้ใช้ช่วงเวลาสั้นๆ ร่วมกันท่ามกลางบรรยากาศแสนโรแมนติกแต่ปนความเจ็บปวด เพราะต่างรู้ดีว่าเส้นทางชีวิตของเจ้าหญิงผู้แบกรับชะตากรรมของประเทศ กับบอดีการ์ดหนุ่มสามัญชน ไม่อาจบรรจบกันได้

การไล่ล่าดุเดือดขึ้นเรื่อยๆ ท้ายที่สุด เจ้าหญิงถูกจับกุมตัวกลับไปยังศิขรินเพื่อใช้เป็นเครื่องต่อรองบีบให้เจ้าวิษณุยอมจำนน น้ำเชี่ยวจึงตัดสินใจเดิมพันด้วยชีวิต ข้ามพรมแดนบุกเดี่ยวเข้าสู่ดินแดนศิขรินเพื่อช่วยหญิงอันเป็นที่รักและกอบกู้ความยุติธรรมกลับคืนสู่แผ่นดิน

รายนามนักแสดงนำ (เวอร์ชันต้นฉบับ 2538)

  • ศักดิ์สิทธิ์ แท่งทอง รับบท น้ำเชี่ยว พิทักษ์เทพินทร์

  • คัทลียา แมคอินทอช รับบท องค์หญิงนภัสสราวดี (นภัสสร)

  • กลศ อัทธเสรี รับบท นายพลศารทูล

  • ไพโรจน์ สังวริบุตร รับบท อายุทธ์

ผีไม่อยากให้คนเห็น

 เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นเมื่อเศรษฐินีอย่าง "คุณหญิง" ยังคงจมปลักอยู่กับความโศกเศร้าจากการสูญเสียลูกชายคนเดียวไปนานนับสิบปี โดยเธอปักใจเชื่อว่าวิญญาณของลูกยังไม่ยอมไปผุดไปเกิดเพราะยังคงห่วงหาตนเอง คุณหญิงจึงตัดสินใจประกาศออกสื่อ ยื่นข้อเสนอเงินรางวัลก้อนโตมูลค่าสูงถึง 10 ล้านบาท ให้แก่ใครก็ตามที่มีความสามารถติดต่อหรือสื่อสารกับดวงวิญญาณลูกชายของเธอได้

ข่าวเงินรางวัลสิบล้านแพร่สะพัดไปอย่างรวดเร็ว จนกลายเป็นที่หมายปองของบรรดาหมอผีทั่วสารทิศ รวมถึง "หมอเสริม" หมอผีบ้านนอกจิตใจดีที่ไม่ค่อยจะมีเงินทอง แต่ยึดหลักคุณธรรมและมีของวิเศษอย่างแว่นตาส่องเห็นวิญญาณ พร้อมด้วยเด็กในสังกัด และคู่ปรับตัวแสบอย่าง "หมอย่อง" หมอผีสายเดรัจฉานวิชาที่เน้นใช้เล่ห์เหลี่ยมและไสยเวทหลอกลวงต้มตุ๋นผู้คนเพื่อเงินทอง

การแข่งขันชิงเงินรางวัลจึงเปิดฉากขึ้นในป่าช้าและโลกวิญญาณ แต่การจะดึงวิญญาณมาให้คนเห็นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเหล่าผีเจ้าถิ่นในป่าช้าต่างพากันรวมหัวแกล้งคน ป่วนพิธี หลอกหลอนหมอผีจอมปลอมจนกระเจิง อีกทั้งดวงวิญญาณของเด็กชายที่ทุกคนตามหากลับมีเงื่อนงำและความลับบางอย่างที่ทำให้ยังไม่อาจไปสู่สุคติได้ หมอเสริมจึงต้องเผชิญหน้าทั้งกับกลโกงและการขัดขวางของหมอย่อง ควบคู่ไปกับการหาวิธีช่วยให้สองแม่ลูกได้ปลดล็อกความผูกพันข้ามภพภูมิอย่างแท้จริง ก่อนที่ความโลภของฝ่ายคนเป็นจะสร้างความวุ่นวายไปมากกว่านี้


นักแสดง
อมรา อัศวนนท์
อาคม ปรีดากุล (น้าค่อม ชวนชื่น)

กลิ่นสีและกาวแป้ง ภาค 2 ตอน จีบสาว จิ๊-จ๊ะ

กลิ่นสีและกาวแป้ง ภาค 2 ตอน จีบสาว จิ๊-จ๊ะ


กำกับโดย ( Directed by ) :  เปี๊ยก โปสเตอร์  ( Piak Poster )

นักแสดง (Cast) :  รอน บรรจงสร้าง, จินตหรา สุขพัฒน์ ( Ron Bunjongsang, Jintara Sukkaphat )


เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นจากชีวิตประจำวันอันแสนวุ่นวายของเหล่านักศึกษาคณะศิลปะ เมื่อมีข้อเสนองานจ้างหารายได้พิเศษเข้ามา ในตอนแรกหนุ่มๆ ถึงกับโอดครวญว่าร่ำเรียนวิชาศิลป์มาอย่างหนัก จะให้ลดตัวไปรับจ็อบ "ทาสีศาลพระภูมิ" ได้อย่างไร แต่แล้วอุดมการณ์อันแรงกล้าก็ต้องยอมสยบให้กับปากท้องทันที เมื่อได้ยินว่างานนี้เป็นโปรเจกต์ใหญ่ถึง 124 ห้อง แถมยังมีเงินสดเบิกล่วงหน้าให้ถึงหลักหมื่นบาท ทำเอาเปลี่ยนใจกระโดดรับงานกันอย่างพร้อมเพรียง


ทว่าความป่วนไม่ได้หยุดอยู่แค่งานทาสี เมื่อเรื่องหัวใจของหนึ่งในสมาชิกแก๊งเริ่มส่อแวววุ่นวาย เพราะดันไปหลงรักสาวสวยที่เป็นถึงลูกสาวของ "ท่านกำนัน" ผู้ทรงอิทธิพลและแสนจะดุร้าย งานนี้พระเอกของเราจึงต้องหนีบเอาเพื่อนซี้ร่วมแก๊งไปช่วยเปิดตัวสู่ขอถึงบ้าน แต่แทนที่เพื่อนจะช่วยเจรจา กลับปล่อยมุกกวนประสาทและพูดจาขวานผ่าซากจนท่านกำนันของขึ้น ผลลัพธ์คือทั้งคู่ต้องซมซานกลับมามหาวิทยาลัยในสภาพสะบักสะบอม หัวร้างข้างแตกและใส่เฝือกคอกันคนละอัน เรียกเสียงหัวเราะและคำแซวจากเพื่อนทั้งคณะ


ท่ามกลางความเปิ่นและวีรกรรมเจ็บตัว หนังยังสอดแทรกปรัชญาความรักฉบับเด็กศิลป์สุดโรแมนติกที่เปรียบความรักเหมือน "ลูกตะกร้อ" ซึ่งประกอบด้วยเส้นหวายที่ร้อยรัดผูกพันกันแน่นหนา มีทั้งจังหวะที่อ่อนโยนและแข็งกร้าว เคล้าคลอไปกับบรรยากาศค่ายรับน้องรอบกองไฟอันอบอุ่น ที่สะท้อนทั้งมิตรภาพ เสียงหัวเราะ และความผูกพันของวัยรุ่นยุคนั้นได้อย่างมีเสน่ห์และน่าติดตามเป็นที่สุด

ตัวอย่างภาพยนตร์ กลิ่นสีและกาวแป้ง ภาค 2 ตอน จีบสาว จิ๊-จ๊ะ

ตามล่ามนุษย์ทองคำ

 

ตามล่ามนุษย์ทองคำ
เมื่อเบื้องหลังความมั่งคั่งซ่อนความลับอันดำมืด การผจญภัยและการต่อสู้เพื่อเอาชีวิตรอดจึงเริ่มต้นขึ้นในภาพยนตร์แอ็กชันผจญภัยไทยเรื่อง ตามล่ามนุษย์ทองคำ

เรื่องราวเกี่ยวพันกับขบวนการลักลอบนำมนุษย์ทองคำเข้ามาในประเทศไทย เพื่อนำไปใช้เป็นแรงงานในเหมืองทองคำของผู้มีอิทธิพล แต่เส้นทางสู่ขุมทรัพย์กลับเต็มไปด้วยอันตรายและเหตุการณ์ร้ายแรง ผู้คนที่เข้าไปพัวพันต่างต้องเผชิญกับเล่ห์เหลี่ยม การไล่ล่า และการต่อสู้ที่อาจหมายถึงชีวิต

ท่ามกลางแผนการที่ซับซ้อน ความโลภและอำนาจกลายเป็นชนวนของความขัดแย้ง เมื่อการแสวงหาทองคำไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของทรัพย์สมบัติอีกต่อไป แต่ยังเกี่ยวข้องกับชะตากรรมของผู้คนที่ตกอยู่ในวงจรแห่งการเอารัดเอาเปรียบ

ร่วมติดตามการผจญภัยสุดเข้มข้นในภาพยนตร์ไทยคลาสสิก ที่เต็มไปด้วยฉากแอ็กชัน การไล่ล่า และปริศนาเบื้องหลังมนุษย์ทองคำ ว่าสุดท้ายแล้วใครจะสามารถเปิดโปงความลับและเอาตัวรอดจากอันตรายครั้งนี้ได้


กำกับโดย ธรณรงค์ ศรีชูอา
นำแสดงโดย กรุง ศรีวิไล, อุเทน บุญยงค์ และไพโรจน์ ใจสิงห์

คืนยุติ-ธรรม

ความยุติธรรม มีไว้เพื่อใคร

คืนยุติธรรม หนัง

“มานพ” (ก๊อต จิรายุ ตันตระกูล) ชายหนุ่มผู้มีอนาคตอันสดใสทั้งเรื่องการงานและความรัก และกำลังจะแต่งงานกับ “ดวงใจ” แต่อนาคตของเขากลับต้องพังทลาย เมื่อ ดวงใจ โดนเจ้านายที่ชื่อ “สิทธิชน” (กิ๊ก เกียรติ กิจเจริญ) ข่มขืน ทำให้มานพโกรธแค้นจึงไปทำร้ายสิทธิชนที่บริษัท นำไปสู่เหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดเมื่อสิทธิชนพลั้งมือยิงดวงใจตาย ส่วนมานพได้รับบาดเจ็บสาหัส และตื่นขึ้นมาพร้อมตกเป็นผู้เป็นต้องหาในคดีฆ่าภรรยาตัวเองจนเขาต้องติดคุก หลังจากออกจากคุกเขาได้พบกับ “กานดา” (ปูเป้ รามาวดี นาคฉัตรีย์) จิตแพทย์สาวที่อาสาเข้ามาเยียวยาอาการป่วยทางจิตใจของเขา แต่แล้วเมื่อเวลาผ่านไปเธอกลับค้นพบ มานพ อีกคนที่เธอไม่รู้จัก ที่ลุกขึ้นมาตั้งตนเป็นศาลเตี้ยทวงความยุติธรรมแก่สังคมด้วยความรุนแรงในทุกค่ำคืน ยิ่งค่ำคืนล่วงเลยความรุนแรงก็ทวีความโหดเหี้ยมจนกลายเป็นการนองเลือด และนำไปสู่ความจริงปริศนาที่อยู่เบื้องหลัง

นักแสดง

จิรายุ ตันตระกูล
เกียรติ กิจเจริญ
รามาวดี นาคฉัตรีย์

 
 

 

 
 
 

วรายุฑ มิลินทจินดา

 

วรายุฑ มิลินทจินดา

เปิดชีวิต ไก่ วรายุฑ มิลินทจินดา จากคนเบื้องหลังสู่ผู้จัดละครชื่อดัง กับเส้นทางในวงการบันเทิง

หากพูดถึงผู้จัดละครมากฝีมือที่อยู่คู่กับวงการบันเทิงไทยมาอย่างยาวนาน ชื่อของ ไก่ วรายุฑ มิลินทจินดา ถือเป็นหนึ่งในบุคคลที่หลายคนนึกถึง ด้วยเอกลักษณ์ด้านการสร้างสรรค์ละครที่โดดเด่น ความพิถีพิถันในการทำงาน และผลงานที่สร้างความประทับใจให้กับผู้ชมมาแล้วหลายยุคหลายสมัย

จากจุดเริ่มต้นของการทำงานด้านศิลปกรรมและการออกแบบ ก่อนก้าวเข้าสู่โลกของละครโทรทัศน์ ไก่ วรายุฑ ได้สั่งสมประสบการณ์จากงานเบื้องหลังหลากหลายด้าน จนกลายเป็นผู้จัดละครที่มีชื่อเสียงและเป็นที่รู้จักของผู้ชมทั่วประเทศ

ไก่ วรายุฑ มิลินทจินดา กับจุดเริ่มต้นในวงการบันเทิง

เส้นทางของ ไก่ วรายุฑ ไม่ได้เริ่มต้นจากการเป็นผู้จัดละครที่มีชื่อเสียงอย่างทุกวันนี้ แต่เกิดจากความสนใจในงานศิลปะและความคิดสร้างสรรค์ โดยเจ้าตัวจบการศึกษาจากโรงเรียนช่างศิลป์ และเคยทำงานด้านการออกแบบมาก่อน

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อมีโอกาสร่วมงานกับ ครูเล็ก ภัทราวดี มีชูธน ผู้มีบทบาทสำคัญในการเปิดประตูสู่โลกของละครโทรทัศน์ ทำให้ไก่ วรายุฑ ได้เรียนรู้งานหลายแขนง ทั้งการจัดฉาก การออกแบบเสื้อผ้า การแต่งหน้า และการทำงานเบื้องหลังการผลิตละคร

ประสบการณ์เหล่านี้ช่วยหล่อหลอมให้เขาเข้าใจองค์ประกอบต่าง ๆ ของการสร้างละครอย่างรอบด้าน และกลายเป็นพื้นฐานสำคัญของการทำงานในเวลาต่อมา

จากคนเบื้องหลัง สู่ผู้จัดละครฝีมือดี

สิ่งที่ทำให้ ไก่ วรายุฑ มิลินทจินดา เป็นที่จดจำ ไม่ได้มีเพียงบุคลิกที่โดดเด่น แต่ยังรวมถึงความตั้งใจในการสร้างสรรค์ผลงานละครให้มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

ตลอดเส้นทางในวงการบันเทิง เขามีส่วนเกี่ยวข้องกับผลงานละครหลายเรื่อง อาทิ ทะเลเลือด ปริศนา ในฝัน และทรายสีเพลิง รวมถึงละครพีเรียดที่ได้รับความสนใจจากผู้ชมอย่าง สี่แผ่นดิน

สำหรับไก่ วรายุฑ การทำละครไม่ได้เป็นเพียงการผลิตรายการเพื่อออกอากาศ แต่เป็นงานสร้างสรรค์ที่ต้องอาศัยทั้งความรู้ ความเข้าใจในบทละคร การทำงานร่วมกับนักแสดง และการใส่ใจรายละเอียดในทุกขั้นตอน

ผลงานที่ผ่านมาแสดงให้เห็นถึงประสบการณ์ที่สั่งสมมาอย่างต่อเนื่อง และความสามารถในการทำงานเบื้องหลังที่ทำให้ชื่อของเขากลายเป็นที่รู้จักในวงการละครไทย

มุมมองการทำงานของ ไก่ วรายุฑ กับวงการบันเทิงที่เปลี่ยนไป

อีกหนึ่งประเด็นที่น่าสนใจจากเส้นทางชีวิตของ ไก่ วรายุฑ คือการทำงานในวงการบันเทิงที่เปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย จากวันที่ผู้ชมมีช่องโทรทัศน์ให้เลือกไม่มากนัก มาสู่ยุคที่มีช่องทางรับชมและแพลตฟอร์มออนไลน์มากมาย

การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวทำให้ผู้ผลิตละครต้องเรียนรู้และปรับตัวอยู่เสมอ เพราะความสำเร็จจากผลงานในอดีตไม่ได้หมายความว่าจะสามารถใช้แนวทางเดิมได้ตลอดไป

ประสบการณ์ของไก่ วรายุฑ จึงเป็นตัวอย่างของคนทำงานที่ต้องอาศัยทั้งความรักในอาชีพ ความคิดสร้างสรรค์ และความพร้อมที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ เพื่อให้สามารถทำงานร่วมกับคนต่างรุ่นได้

บทเรียนจากชีวิตและการทำงานของ ไก่ วรายุฑ มิลินทจินดา

เมื่อมองย้อนกลับไปตลอดเส้นทางในวงการบันเทิง สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดคือความสำคัญของการเรียนรู้จากประสบการณ์จริง การเริ่มต้นจากงานเบื้องหลังทำให้ไก่ วรายุฑ เข้าใจรายละเอียดของการผลิตละครในหลายมิติ ก่อนจะนำความรู้เหล่านั้นมาต่อยอดสู่การเป็นผู้จัดละคร

เรื่องราวของเขายังสะท้อนให้เห็นว่า การทำงานสร้างสรรค์จำเป็นต้องพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะผ่านประสบการณ์มากี่ปี ก็ยังต้องพร้อมเรียนรู้และปรับตัวให้เข้ากับความเปลี่ยนแปลง

ด้วยเหตุนี้ ไก่ วรายุฑ มิลินทจินดา จึงเป็นอีกหนึ่งบุคคลที่มีเรื่องราวน่าสนใจ ทั้งในแง่ของชีวิตการทำงาน การสร้างสรรค์ผลงาน และประสบการณ์ที่สั่งสมในวงการบันเทิงไทยมาอย่างยาวนาน

สรุป: ไก่ วรายุฑ มิลินทจินดา ไม่ได้เป็นเพียงผู้จัดละครที่มีชื่อเสียง แต่ยังเป็นคนทำงานเบื้องหลังที่ผ่านประสบการณ์หลากหลายด้าน ตั้งแต่งานศิลปกรรมไปจนถึงการสร้างละครโทรทัศน์ เส้นทางของเขาจึงเป็นเรื่องราวที่สะท้อนถึงความมุ่งมั่น ความคิดสร้างสรรค์ และการเรียนรู้ที่ไม่หยุดนิ่งในโลกของวงการบันเทิง

ชี

 

ชี
"เธอ" คือผู้เสนอโครงการมหาโหดสำหรับอัปรีย์ชน

นักแสดง

สรพงศ์ ชาตรี พุ่มพวง ดวงจันทร์
กรุง ศรีวิไล ศิริพร เอี่ยมสุนทร
ดามพ์ ดัสกร สมศักดิ์ ชัยสงคราม
สุเชาว์ พงษ์วิไล กิตติ ดัสกร

ชั่วฟ้าดินสลาย

 

ชั่วฟ้าดินสลาย

เรื่องย่อ ชั่วฟ้าดินสลาย 2523 (Till the End of Time)

ชั่วฟ้าดินสลาย 2523 เป็นภาพยนตร์ไทยแนวดราม่าโศกนาฏกรรมรัก สร้างจากบทประพันธ์อมตะของ เรียมเอง หรือ มาลัย ชูพินิจ ถ่ายทอดเรื่องราวความรักต้องห้ามระหว่างหญิงสาวกับชายหนุ่ม ซึ่งนำไปสู่ความเจ็บปวด การทรยศ และการแก้แค้นที่ยากจะลืมเลือน โดยมีฉากหลังเป็นปางไม้ท่ามกลางธรรมชาติของจังหวัดกำแพงเพชร

เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นเมื่อ ยุพดี หญิงสาวจากพระนคร ตัดสินใจแต่งงานกับ พะโป้ คหบดีผู้มั่งคั่งเจ้าของกิจการป่าไม้แห่งท่ากระดาน แม้พะโป้จะมีอายุมากกว่าเธอมาก แต่เขาก็สามารถมอบชีวิตที่สุขสบายและความมั่นคงให้แก่ภรรยาสาวได้ หลังจากแต่งงาน ยุพดีจึงเดินทางไปใช้ชีวิตอยู่ที่ปางไม้ของสามี ซึ่งเป็นสถานที่ห่างไกลจากสังคมเมืองที่เธอเคยคุ้นเคย

ที่ปางไม้แห่งนี้ ยุพดีได้พบกับ ส่างหม่อง ชายหนุ่มผู้เป็นหลานชายของพะโป้ เขาเป็นคนหนุ่มรูปงาม มีความรู้ความสามารถ และได้รับความไว้วางใจจากอาให้ช่วยดูแลกิจการป่าไม้ การได้ใกล้ชิดกันท่ามกลางบรรยากาศอันเงียบสงบ ทำให้ยุพดีเริ่มรู้สึกผูกพันกับส่างหม่องมากขึ้นเรื่อย ๆ จนความใกล้ชิดแปรเปลี่ยนเป็นความรักที่ไม่อาจเปิดเผยได้

แม้จะรู้ดีว่าความสัมพันธ์ระหว่างตนเองกับยุพดีเป็นสิ่งผิดศีลธรรมและเป็นการทรยศต่อผู้มีพระคุณ แต่ส่างหม่องกลับไม่อาจห้ามใจตัวเองได้ ทั้งสองจึงลักลอบพบกันอย่างลับ ๆ โดยหวังว่าจะได้ครองรักกันตามที่ปรารถนา ทว่าความสัมพันธ์ต้องห้ามนี้กลับเป็นจุดเริ่มต้นของโศกนาฏกรรม เมื่อพะโป้เริ่มสงสัยในพฤติกรรมของคนทั้งคู่และวางแผนเปิดโปงความจริง

เมื่อความลับถูกเปิดเผย พะโป้ต้องเผชิญกับความเจ็บปวดจากการถูกทรยศโดยทั้งภรรยาที่ตนรักและหลานชายที่ตนไว้วางใจ แต่แทนที่จะเลือกแยกทั้งสองออกจากกัน เขากลับตัดสินใจทำในสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิด ด้วยการยอมให้ยุพดีกับส่างหม่องได้อยู่ด้วยกันตามความปรารถนา ทว่าการยินยอมนั้นกลับซ่อนบทลงโทษอันโหดร้ายเอาไว้

พะโป้จัดการให้คนทั้งสองถูกล่ามโซ่ตรวนคล้องติดกัน เพื่อให้ได้ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันอย่างที่เคยปรารถนา แต่ต้องแลกมาด้วยการสูญเสียอิสรภาพ เมื่อความรักที่เคยหอมหวานกลายเป็นพันธนาการที่ไม่อาจหลุดพ้น ยุพดีและส่างหม่องจึงต้องเผชิญกับความทุกข์ทรมานจากการอยู่ใกล้กันตลอดเวลา โดยไม่สามารถใช้ชีวิตอย่างอิสระหรือหลีกหนีจากผลของการตัดสินใจในอดีตได้

ชั่วฟ้าดินสลาย 2523 ถ่ายทอดโศกนาฏกรรมความรักที่สะท้อนให้เห็นถึงอำนาจของความปรารถนา ความหึงหวง และการแก้แค้น เมื่อคำสัญญาว่าจะรักกันชั่วนิรันดร์กลับกลายเป็นบทลงโทษที่ต้องชดใช้ไปตลอดชีวิต ภาพยนตร์เรื่องนี้จึงเป็นเรื่องราวที่ตั้งคำถามถึงความหมายของความรักและผลลัพธ์ของการปล่อยให้หัวใจอยู่เหนือความถูกต้อง

นักแสดง ชั่วฟ้าดินสลาย 2523

  • วิฑูรย์ กรุณา รับบท ส่างหม่อง

  • ธิติมา สังขพิทักษ์ รับบท ยุพดี

  • สมจินต์ ธรรมทัต รับบท พะโป้

ข้อมูลภาพยนตร์

  • ชื่อภาพยนตร์: ชั่วฟ้าดินสลาย

  • ชื่อภาษาอังกฤษ: Till the End of Time

  • ปีที่สร้าง: พ.ศ. 2523

  • แนวภาพยนตร์: ดราม่า โศกนาฏกรรมรัก

  • ผู้กำกับ: ชาลี อินทรวิจิตร

  • บทประพันธ์: เรียมเอง (มาลัย ชูพินิจ)

  • นักแสดงนำ: วิฑูรย์ กรุณา, ธิติมา สังขพิทักษ์ และสมจินต์ ธรรมทัต

ชั่วฟ้าดินสลาย เป็นวรรณกรรมและภาพยนตร์ไทยที่สะท้อนความซับซ้อนของความรักและธรรมชาติของมนุษย์ได้อย่างลึกซึ้ง เรื่องราวของยุพดี ส่างหม่อง และพะโป้ แสดงให้เห็นว่าเมื่อความรักกลายเป็นความหลงใหล และความเจ็บปวดแปรเปลี่ยนเป็นความแค้น สิ่งที่ตามมาอาจไม่ใช่การพลัดพราก แต่เป็นการต้องอยู่ร่วมกันภายใต้พันธนาการที่ไม่มีวันสิ้นสุด

ทายาทอสูร

ทายาทอสูร ชไมพร

ทายาทอสูร 2535 เรื่องย่อละครไทยสยองขวัญในตำนาน ดูละครย้อนหลัง

ทายาทอสูร 2535 เป็นละครโทรทัศน์ไทยแนวสยองขวัญและไสยศาสตร์ที่สร้างจากบทประพันธ์ของ ตรี อภิรุม ถ่ายทอดเรื่องราวความลึกลับของคำสาป อำนาจอาถรรพ์ และการสืบทอดทายาทอสูรที่ดำเนินต่อกันมาหลายชั่วอายุคน โดยมีคุณยายวรนาฏ หญิงลึกลับผู้กุมความลับดำมืดของตระกูล เป็นศูนย์กลางของเรื่องราวที่เต็มไปด้วยความหวาดผวาและปริศนาเหนือธรรมชาติ

เรื่องย่อ ทายาทอสูร 2535

ทายาทอสูร เล่าเรื่องราวของคุณยายวรนาฏ หญิงผู้มั่งคั่งและมีบุคลิกน่าเกรงขาม ซึ่งเบื้องหลังความสง่างามกลับซ่อนความลับอันน่าสะพรึงกลัวเอาไว้ เธอไม่ได้เป็นเพียงผู้ครอบครองทรัพย์สมบัติมหาศาล แต่ยังเกี่ยวข้องกับอำนาจไสยศาสตร์และคำสาปที่สืบทอดต่อกันมาจากอดีต

ต้นกำเนิดของความชั่วร้ายย้อนกลับไปถึงเรื่องราวของเจ้าโขน ช่างปั้นผู้มีวิชาอาคม ซึ่งความเจ็บปวดและความแค้นที่เกิดขึ้นในอดีตได้กลายเป็นต้นเหตุของอาถรรพ์อันน่ากลัว อำนาจมืดนี้ไม่เคยสูญสลายไปตามกาลเวลา แต่กลับส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น พร้อมกับพิธีกรรมการสืบทอดทายาทอสูรที่ไม่มีใครสามารถล่วงรู้ความจริงได้ทั้งหมด

เมื่อถึงเวลาที่ต้องเลือกผู้สืบทอดอำนาจ วรนาฏจึงกลายเป็นบุคคลสำคัญที่เชื่อมโยงสมาชิกในตระกูลเข้ากับชะตากรรมอันน่าสะพรึงกลัว ภายใต้ภาพของมรดกและทรัพย์สมบัติที่ใครหลายคนปรารถนา กลับมีความลับเกี่ยวกับอสูรร้ายและพลังอาถรรพ์ที่พร้อมจะครอบงำชีวิตของผู้ที่เข้ามาเกี่ยวข้อง

ความโลภ ความริษยา และความต้องการครอบครองมรดกทำให้ความสัมพันธ์ของผู้คนเริ่มสั่นคลอน ขณะเดียวกัน เหตุการณ์ประหลาดและเรื่องราวเหนือธรรมชาติก็ค่อย ๆ เผยให้เห็นถึงอันตรายที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังตระกูลแห่งนี้ ผู้ที่เกี่ยวข้องต้องเผชิญกับความหวาดกลัวและค้นหาคำตอบว่าใครจะต้องรับช่วงอำนาจอสูรร้ายต่อไป และจะมีหนทางใดที่จะหยุดยั้งคำสาปที่สืบทอดมาอย่างยาวนาน

ทายาทอสูร 2535 จึงเป็นละครสยองขวัญที่ผสมผสานเรื่องราวไสยศาสตร์ ความลึกลับ และความแค้นจากอดีตได้อย่างเข้มข้น พร้อมสะท้อนให้เห็นว่ามรดกที่ดูเหมือนเป็นสิ่งล้ำค่า อาจกลับกลายเป็นชะตากรรมอันน่าสะพรึงกลัวที่ผู้รับต้องแบกรับไปตลอดชีวิต

นักแสดง ทายาทอสูร 2535

ละคร ทายาทอสูร เวอร์ชันปี 2535 นำแสดงโดยนักแสดงมากฝีมือ

ชไมพร จตุรภุช - วรนาฏ

รุ้งทอง ร่วมทอง - วรินทร์ มนัสวานิช (อุ้ย)

 ฐาปกรณ์ ดิษยนันทน์

 นีรนุช อติพร - สุดาดวง

สิรคุปต์ เมทะนี - รัชโรจน์

สุปราณี เจริญผล - นัยเนตร

กันตา ดานาว

อธิวัฒน์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา 


กำกับการแสดงโดย อดุลย์ บุญบุตร

ดูละคร ทายาทอสูรย้อนหลัง

สำหรับผู้ที่ชื่นชอบละครไทยแนวสยองขวัญและต้องการย้อนชมผลงานคลาสสิก ทายาทอสูร 2535 เป็นอีกหนึ่งละครที่น่าสนใจ ด้วยเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับคำสาป ไสยศาสตร์ และการสืบทอดอำนาจอสูร ซึ่งสร้างบรรยากาศลึกลับและความระทึกขวัญตลอดเรื่อง

ผู้ชมสามารถตรวจสอบตอนต่าง ๆ จากเพลย์ลิสต์ละคร ทายาทอสูร ที่นี่:




ลิขิตรักข้ามดวงดาว

ลิขิตรักข้ามดวงดาว


ลิขิตรักข้ามดวงดาว ละครแนวรักโรแมนติกดราม่า แฟนตาซี จากค่าย บรอดคาซท์ นำแสดงโดย ณเดชน์ คูกิมิยะ, แมท ภีรนีย์

เมื่อกว่า 300 ปีก่อน ในสมัยกรุงศรีอยุธยา อชิระ (ณเดชน์ คูกิมิยะ) มนุษย์ต่างดาวหนุ่มผู้เดินทางมายังโลกเพื่อสำรวจทรัพยากร ได้พบกับแม่หญิงบัว หญิงสาววัย 15 ปีที่ทำให้เขาได้รู้จักกับความรักเป็นครั้งแรก เมื่ออชิระตัดสินใจช่วยชีวิตเธอจนพลาดโอกาสเดินทางกลับขึ้นยาน เขาจึงต้องติดอยู่บนโลกมนุษย์นับแต่นั้นเป็นต้นมา พร้อมกับเฝ้ารอวันที่จะได้กลับไปยังดาวบ้านเกิด

ตลอดระยะเวลาหลายร้อยปี อชิระใช้ชีวิตผ่านยุคสมัยต่าง ๆ โดยพยายามรักษาระยะห่างจากมนุษย์ ไม่ยอมผูกพันกับใคร เพราะรู้ดีว่าการมีชีวิตยืนยาวกว่าคนรอบข้างหมายถึงการต้องพบกับการสูญเสียครั้งแล้วครั้งเล่า จนกระทั่งวันที่เขารอคอยมาถึง เมื่อมีการค้นพบว่าดาวหางกำลังจะโคจรเข้าใกล้โลก ซึ่งอาจเป็นโอกาสสุดท้ายที่ทำให้เขาเดินทางกลับบ้านได้ภายในเวลาอีกเพียงไม่กี่เดือน

แต่แผนการกลับดาวของอชิระกลับต้องสั่นคลอน เมื่อเขาได้พบกับฟ้ารดา (ภีรนีย์ คงไทย) ซูเปอร์สตาร์สาวชื่อดังที่เพิ่งย้ายเข้ามาอยู่ห้องข้าง ๆ เธอเป็นหญิงสาวที่มีนิสัยเอาแต่ใจ มั่นใจในตัวเอง และมักสร้างความวุ่นวายให้กับคนรอบข้าง โดยเฉพาะอชิระที่ไม่ต้องการเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับใครทั้งสิ้น ทว่าความสัมพันธ์ของทั้งคู่กลับเริ่มเปลี่ยนไป เมื่ออชิระได้เห็นภาพถ่ายวัยเด็กของฟ้ารดา ซึ่งมีใบหน้าคล้ายคลึงกับแม่หญิงบัวที่เขาเคยช่วยชีวิตไว้เมื่อหลายร้อยปีก่อนไม่ผิดเพี้ยน

ยิ่งอชิระได้ใกล้ชิดกับฟ้ารดามากเท่าไร เขาก็ยิ่งค้นพบความรู้สึกที่พยายามปิดกั้นมาตลอดหลายศตวรรษ ขณะเดียวกัน ฟ้ารดากลับต้องเผชิญกับอันตรายจากบุคคลที่คิดร้ายต่อเธอ อชิระจึงต้องตัดสินใจว่าจะรักษาระยะห่างเพื่อให้ตนเองได้กลับไปยังดาวบ้านเกิดตามที่ตั้งใจไว้ หรือจะยอมเสี่ยงเข้าไปปกป้องหญิงสาวที่กำลังทำให้หัวใจของเขาเปลี่ยนแปลงไป

เมื่อเวลานับถอยหลังสู่วันเดินทางกลับเริ่มกระชั้นเข้ามา ความรักระหว่างมนุษย์ต่างดาวผู้มีชีวิตยืนยาวกับซูเปอร์สตาร์สาวบนโลกมนุษย์จึงกลายเป็นบททดสอบครั้งสำคัญ ทั้งคู่จะสามารถฝ่าฟันอุปสรรคและชะตากรรมที่ขวางกั้นได้หรือไม่ และอชิระจะเลือกกลับไปยังบ้านเกิดที่เฝ้ารอมานาน หรืออยู่ต่อเพื่อคนที่เขารัก

ลิขิตรักข้ามดวงดาว (My Love From Another Star) ละครโรแมนติกดราม่าแฟนตาซีที่ผสมผสานเรื่องราวความรักข้ามเผ่าพันธุ์ ความลึกลับเหนือธรรมชาติ และปมอันตรายที่รายล้อมตัวละคร ถ่ายทอดความสัมพันธ์ของคนสองคนจากต่างโลก ซึ่งต้องเผชิญกับคำถามสำคัญว่า เมื่อความรักเกิดขึ้นในเวลาที่เหลือน้อยลงทุกที พวกเขาจะเลือกทำตามหัวใจหรือยอมปล่อยมือจากกันตลอดกาล


นักแสดงนำ

ณเดชน์ คูกิมิยะ รับบท คุณหลวงเกื้อ (อดีต) / อาจารย์อชิระ (ปัจจุบัน)
ภีรนีย์ คงไทย รับบท ฟ้ารดา (ฟ้า)
มาสุ จรรยางค์ดีกุล รับบท หมอก อัสวเมฆินทร์
กมลเนตร เรืองศรี รับบท พราวรุ้ง (รุ้ง)
สุริยนต์ อรุณวัฒนกูล รับบท เมฆา อัสวเมฆินทร์ (เมฆ)
อิทธิพัทธ์ ฐานิตย์ รับบท สกาย
ณัฐฐชาช์ บุญประชม รับบท มีนา


ส้ม ปลา น้อย

 

ส้ม ปลา น้อย

เรื่องย่อ: ส้ม ปลา น้อย (Som Pla Noi)

เป็นภาพยนตร์แนวโรแมนติกคอมเมดี้ที่มีกลิ่นอายของวัฒนธรรมอีสานอย่างเต็มเปี่ยม เรื่องราวของ "ส้ม" หญิงสาวเจ้าของร้านส้มตำแสนสวยที่มีความฝันอยากไปเปิดร้านที่กรุงเทพฯ แต่ชีวิตกลับต้องมาพัวพันกับชายหนุ่มสองคนที่มีบุคลิกต่างกันสุดขั้ว คนหนึ่งคือ "น้อย" หนุ่มบ้านนาผู้ซื่อสัตย์ อบอุ่น และคอยดูแลเธอมาตลอด และอีกคนคือ "ปลา" ชายหนุ่มมาดเท่จากกรุงเทพฯ ที่มีความพร้อมในทุกด้าน

ความรักสามเส้าครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางบรรยากาศความสนุกสนานและเฮฮาของคนในหมู่บ้าน รวมถึงตัวละครสร้างสีสันอย่าง "มหา" ที่คอยเป็นที่ปรึกษา (และสร้างเรื่องวุ่นวาย) ให้กับเหล่าคนหนุ่มสาว ความสับสนระหว่างความรักที่ผูกพันกับคนใกล้ตัว กับโอกาสที่ดูเหมือนจะดีกว่าจากคนทางไกล ทำให้ส้มต้องตัดสินใจเลือกว่าหัวใจของเธอจริงๆ แล้วต้องการสิ่งใดกันแน่

ภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่เพียงแต่เน้นเรื่องความรัก แต่ยังสอดแทรกวิถีชีวิตชาวบ้าน มิตรภาพ และความเชื่อแบบท้องถิ่นได้อย่างกลมกล่อม พร้อมมุกตลกที่ชวนให้อมยิ้มไปตลอดทั้งเรื่องครับ

คุณสามารถรับชมภาพยนตร์เรื่องนี้ได้ที่นี่:

ฝนตกขึ้นฟ้า

ฝนตกขึ้นฟ้า


เรื่องย่อ: ฝนตกขึ้นฟ้า (Headshot)

ตุล อดีตตำรวจมือปราบที่ชีวิตต้องพลิกผันจากเหตุการณ์รุนแรงจนกลายเป็นมือปืนรับจ้าง เขาเคยเชื่อมั่นในความถูกต้องและกฎหมาย แต่เมื่อโลกที่เขาเผชิญเต็มไปด้วยอำนาจมืด การคอร์รัปชัน และความอยุติธรรม ความเชื่อเหล่านั้นกลับค่อย ๆ พังทลายลง จนเขาต้องก้าวเข้าสู่เส้นทางที่ไม่อาจหวนคืน

ระหว่างปฏิบัติภารกิจครั้งหนึ่ง ตุลถูกยิงเข้าที่ศีรษะจนได้รับบาดเจ็บสาหัสและตกอยู่ในอาการโคม่า หลังจากฟื้นขึ้นมา เขากลับพบว่าการมองเห็นของตัวเองเปลี่ยนไปอย่างประหลาด ภาพทุกอย่างที่เคยมองเห็นกลับหัวกลับหาง ราวกับโลกทั้งใบพลิกกลับด้านไปจากเดิม ขณะเดียวกัน ชีวิตของเขาก็ต้องเข้าไปพัวพันกับเครือข่ายอาชญากรรมและบุคคลลึกลับที่เชื่อมโยงกับอดีตอันมืดมน

เมื่อตุลพยายามค้นหาความจริงและเอาตัวรอดจากศัตรูที่รายล้อม เขาต้องเผชิญกับการไล่ล่า การทรยศ และความขัดแย้งระหว่างความแค้นกับความถูกต้อง ยิ่งเขาเข้าใกล้คำตอบมากเท่าไร เส้นแบ่งระหว่างผู้ล่าและผู้ถูกล่าก็ยิ่งเลือนรางลง พร้อมกับคำถามที่ว่า ในโลกที่ทุกสิ่งกลับตาลปัตรนั้น ยังมีสิ่งใดเหลืออยู่ให้เขายึดถือได้อีกบ้าง

**ฝนตกขึ้นฟ้า (Headshot)** ภาพยนตร์แอ็กชันอาชญากรรมระทึกขวัญ ผลงานกำกับของ เป็นเอก รัตนเรือง นำแสดงโดย นพชัย ชัยนาม ถ่ายทอดเรื่องราวของชายผู้ติดอยู่ท่ามกลางโลกแห่งความรุนแรงและความอยุติธรรม ผ่านบรรยากาศดิบหม่น การต่อสู้ที่ดุเดือด และการตั้งคำถามถึงศีลธรรมในสังคมที่ความถูกผิดอาจไม่ได้เป็นอย่างที่เห็น


กำกับ เป็นเอก รัตนเรือง
เขียนบท เป็นเอก รัตนเรือง
จากหนังสือ โดย วินทร์ เลียววาริณ
อำนวยการสร้าง เป็นเอก รัตนเรือง
พวัสษ์ สวัสดิ์ชัยเมธ
เรย์มอนด์ พันธนวิรางกูร

นักแสดงนำ

นพชัย ชัยนาม
คริส หอวัง
อัครินทร์ อัครนิธิเมธรัฐ
โจอี้ บอย
ชนกพร สยังกูล
นาดิม ซาเวียร์ ซาลฮานี

กำกับภาพ ชาญกิจ ชำนิวิกัยพงศ์
ตัดต่อ หม่อมราชวงศ์ปัทมนัดดา ยุคล
ผู้จัดจำหน่าย โลคัลคัลเลอร์ฟิล์ม
วันฉาย 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

13 เกมสยอง

13 เกมสยอง

เรื่องย่อ:

ภูชิต (กฤษดา สุโกศล แคลปป์) พนักงานขายเครื่องดนตรีที่ชีวิตกำลังตกต่ำถึงขีดสุด ต้องเผชิญกับปัญหารอบด้าน ทั้งถูกบีบให้ออกจากงาน คนรักทอดทิ้ง และหนี้สินที่ถาโถมเข้ามาไม่หยุดหย่อน ภาระในการดูแลแม่และน้องสาวทำให้เขาต้องดิ้นรนหาทางออกจากสถานการณ์อันสิ้นหวัง จนกระทั่งวันหนึ่งโทรศัพท์มือถือของเขาดังขึ้น พร้อมข้อเสนอสุดเหลือเชื่อจากบุคคลปริศนา ที่เปิดโอกาสให้เขาเข้าร่วมเกมท้าทายชีวิตชื่อว่า “13 BELOVED”

กติกาของเกมนั้นเรียบง่ายแต่แฝงไปด้วยความโหดร้าย ผู้เล่นต้องทำภารกิจให้สำเร็จทั้งหมด 13 ข้อ โดยแต่ละภารกิจจะมีความยากและความอันตรายเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ พร้อมเงินรางวัลที่สะสมมากขึ้นตามลำดับ หากสามารถผ่านบททดสอบสุดท้ายได้สำเร็จ เขาจะได้รับเงินรางวัลสูงถึง 100 ล้านบาท แต่หากถอนตัว เงินรางวัลทั้งหมดก็จะหายไปทันที

เมื่อความจนตรอกบีบบังคับให้ภูชิตต้องเลือก เขาจึงตัดสินใจเดินหน้าเข้าสู่เกมที่ไม่รู้ว่าปลายทางจะเป็นอย่างไร จากภารกิจเล็ก ๆ ที่ดูเหมือนไม่มีอะไร กลับค่อย ๆ กลายเป็นบททดสอบที่บีบคั้นจิตใจและผลักดันให้เขาต้องก้าวข้ามเส้นแบ่งระหว่างความถูกต้องกับความอยู่รอด ทุกการตัดสินใจล้วนมีผลตามมา และยิ่งเข้าใกล้ภารกิจสุดท้ายมากเท่าไร เขาก็ยิ่งต้องเผชิญกับด้านมืดของตัวเองมากขึ้นเท่านั้น

13 เกมสยอง ภาพยนตร์ระทึกขวัญจิตวิทยาจากฝีมือการกำกับของ ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล ที่พาผู้ชมร่วมลุ้นไปกับเกมเดิมพันชีวิต พร้อมตั้งคำถามสำคัญว่า หากเงินจำนวนมหาศาลอยู่ตรงหน้า มนุษย์จะยอมทำสิ่งเลวร้ายได้มากแค่ไหน และเมื่อความโลภเข้าครอบงำ อะไรคือสิ่งที่ต้องแลกเพื่อให้ได้มาซึ่งชัยชนะ

ผู้กำกับ : ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล

นักแสดง:

กฤษดา สุโกศล .... ภูชิต 

อชิตะ สิกขมานา .... ตอง 

ศรัณยู วงษ์กระจ่าง  

วันที่เข้าฉาย: 5 ตุลาคม 2549

ตัวอย่างภาพยนตร์ 13 เกมสยอง

ลูกสาวป้าแช่ม

ลูกสาวป้าแช่ม


คอหนังไทยยุคคลาสสิคและแฟน ๆ ค่ายพระนครฟิลม์ต้องไม่พลาด! "ลูกสาวป้าแช่ม" ภาพยนตร์ไทยในตำนานที่กลับมาสร้างรอยยิ้มและเสียงหัวเราะอีกครั้งแบบเต็มอิ่ม

เรื่องย่อ

เรื่องราวสุดอลหม่านเริ่มต้นขึ้น ณ หอพักสุดวุ่นวายของ "ป้าแช่ม" เจ้าของหอพักสายโหดผู้เข้มงวดเรื่องการเก็บเงินค่าวินาทีต่อวินาที วันหนึ่งความสดใสก็มาเยือนหอพักแห่งนี้เมื่อ "กัญญา" ลูกสาวสุดสวยของป้าแช่มเดินทางกลับมาบ้าน ทำเอาเหล่าหนุ่ม ๆ ในหอพัก โดยเฉพาะ "ไอ้น้อย" และแก๊งเพื่อนซี้ ถึงกับหัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะ พากันงัดสารพัดมุกและคารมเพื่อหวังจะพิชิตใจลูกสาวเจ้าของหอให้ได้!

แต่ทว่าความรักและความฮาไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เมื่อจู่ ๆ มีกลุ่มผู้มีอิทธิพลและตัวร้ายอย่าง "นายนิรันดร" และ "หมอขี้ยากลุ่มหนึ่ง" เข้ามาป้วนเปี้ยน หวังจะฮุบสมบัติและที่ดินผืนงามของป้าแช่ม แผนการร้ายเริ่มทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ตั้งแต่การใช้ยาควบคุมสติ จนถึงขั้นลักพาตัว!

เมื่อความปลอดภัยของป้าแช่มและสมบัติของครอบครัวตกอยู่ในอันตราย แก๊งหนุ่ม ๆ ชาวหอพักสุดกวนที่ไม่ค่อยจะมีตังค์แต่มีใจเต็มร้อย จึงต้องรวมพลังกันออกโรงปกป้องและช่วยเหลือป้าแช่มกับกัญญา

จุดเด่นชวนดู: หนังเรื่องนี้อัดแน่นไปด้วยความตลกขบขัน สไตล์ตลกคาเฟ่ยุคคลาสสิค มุกสด มุกหยอด และการปะทะคารมสุดฮา รวมถึงกลิ่นอายความรักใส ๆ ของหนุ่มสาวชาวหอพักที่จะทำให้คุณคิดถึงวันวาน

งานนี้ความพยายามของไอ้น้อยจะชนะใจกัญญาได้หรือไม่? และแก๊งชาวหอจะช่วยป้าแช่มซ้อนแผนตลบหลังพวกหวังฮุบสมบัติได้อย่างไร? ไปร่วมหาคำตอบและหัวเราะให้ลั่นบ้านกับภาพยนตร์ไทยในตำนานเรื่องนี้กันได้เลย!

ชมภาพยนตร์เต็มเรื่องได้ที่นี่: ลูกสาวป้าแช่ม 


ข้อความบนใบปิด

ลูกสาวป้าแช่ม (2528)
บัวหลวงภาพยนตร์ เสนอ
วิฑูรย์ เชาวน์ประดิษฐ์ จัดจำหน่าย
เม้ง ท่าเตียน อำนวยการสร้าง
ลูกสาวป้าแช่ม
ฟัง 4 เพลงเอก ของ GRAND EX’
ศรเพชร ศรสุพรรณ เพชร ดาราฉาย
ป้าแช่ม, ใจจะขาด, ก๋วยเตี๋ยว, หอป้าแช่ม
ล้อต๊อก เปียทิพย์ คุ้มวงศ์
ปัญญา นิรันดร์กุล สุขุมาภรณ์ สุทธิศิลป์
ดี๋ ดอกมะดัน, ผจญ ดวงขจร, โน้ต เชิญยิ้ม,
เป็ด เชิญยิ้ม, สีดา พัวพิมล, ยอดธง,
กุมารทอง, เพชร ดาราฉาย, โป๋ เป่าปี่
สุวิชา มีแสงเงิน กำกับการแสดง

เศรษฐีอนาถา

เศรษฐีอนาถา


ฟิล์ม 16 มม. / สี (วิจิตร) / พากย์ / ความยาว ….. นาที
22 ธันวาคม 2499
ฉายที่ ศาลาเฉลิมกรุง
บริษัทสร้าง เอส. อาร์. ฟิล์ม
ผู้อํานวยการสร้าง จํานงค์ ไรวา
ผู้ประพันธ์ สันต์ เทวรักษ์
ผู้กํากับ วสันต์ สุนทรปักษิน
ผู้เขียนบท วสันต์ สุนทรปักษิน
ผู้ถ่ายภาพ ส. วีระเทวิน
ผู้ลําดับภาพ ส. วีระเทวิน
ผู้กํากับศิลป์ เทวิน
ผู้พากย์ รุจิรา – มารศรี

เรื่องย่อ

เรื่องราวเกิดขึ้นที่สถานีรถไฟหัวลําโพง วันนี้ นายจอน บางคอแหลม ก็เมาหัวราน้ำสร้างความ อิดหนาระอาใจต่อเพื่อนเจ้าหน้าที่รถไฟเหมือนอย่างทุกวัน แต่วันนี้ เขาโชคดีได้มาเจอกับ ประพนธ์ ธนพิทักษ์ หนุ่มมหาเศรษฐีที่เพิ่งอกหักจาก กันทิมา ช่างตัดเสื้อสาว จึงมานั่งดื่มเหล้าคลายเครียดบนรถไฟและนึกสนุกมอบเงินให้นายจอนสิบล้านบาท หลังจากที่คุยกันถูกคอเรื่อง ความรวยความจน โดยมีข้อแม้ว่านายจอนจะต้องใช้เงิน คืนเขาให้หมดภายในหนึ่งปีก่อนจะแยกจากกัน

เรื่องดําเนินไปด้วยความครื้นเครง กระทั่ง ประพนธ์รู้ว่า นายจอนคือพ่อของกันทิมา จึงพยายามหาทางพิชิตใจเธอ แต่ความก็ดันมาแตก กันทิมาน้อยใจคิด ว่าประพนธ์วางแผนเพื่อให้ได้ตัวเธอ นายจอนจึงต้องเข้า มาช่วยประสานรอยร้าวให้ทั้งสองเข้าใจกัน ประพนธ์และ กันทิมาจึงได้รักกันสมปรารถนา

นักแสดง
ระเบียบ อาชนะโยธิน เป็น กันทิมา บางคอแหลม
เสถียร ธรรมเจริญ เป็น ประพนธ์ ธนพิทักษ์
ประภาพรรณ นาคทอง เป็น ประไพพรรณ ธนพิทักษ์
เจิม ปั้นอําไพ เป็น จอน บางคอแหลม
จํานง คุณะดิลก เป็น สวัสดิ์ คําชื่น
สมชาย สามิภักดิ์ เป็น พ.ต.ต. อาคม
สมศักดิ์ วีระเทวิน เป็น ศักดิ์ระบือ
ทัศนีย์ ชูวัสวัต, ดอกดิน กัญญามาลย์, เจริญ แสงสุวรรณ, จิตรกร สุนทรปักษิน, ศรินทิพย์ ศิริวรรณ, นวลจันทร์ วรรณวีรากร

รางวัล
ตุ๊กตาทอง ปี พ.ศ. 2500 สาขา ผู้แสดงประกอบฝ่ายชาย เจิม ปั้นอําไพ
สําเภาทอง ปี พ.ศ. 2500 สาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม

ที่มาภาพ (ทั้งสองภาพ) หอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน)
ที่มา ภาพยนตร์ เรื่อง เศรษฐีอนาถา

 

Footer

ThaiFilmReviews.com รวบรวมข้อมูลภาพยนตร์ไทย ละครไทย และประวัตินักแสดงตั้งแต่ยุค พ.ศ. 2466 จนถึงปัจจุบัน © 2024 ThaiFilmReviews.com